รายงานพิเศษ เกษตรกรดีเด่นปี 2551 พฤษภาคม 15, 2008
Posted by *Teammate.BIGBANG* in News.Tags: orchid news
1 comment so far
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 20 ฉบับที่ 431
รายงานพิเศษ เกษตรกรดีเด่นปี 2551
ไชย ส่องอาชีพ
นาคร ว่องวัฒนาการ เกษตรกรนักสู้ทำสวนกล้วยไม้ จนได้รางวัลดีเด่น
“กล้วยไม้”ไม้ตัดดอกที่คนทั่วโลกยอมรับถึงความสวยงามและมีการสั่งซื้อกันมาก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก ด้วยศักยภาพของเกษตรกรมีสูง และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมนั่นเอง
คุณนาคร ว่องวัฒนาการ อยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 6 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โทร.(081) 514-6503 ก็เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ผลิตกล้วยไม้ส่งขายสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศมานานเกือบ 15 ปี
สร้างงานและรายได้ได้ค่อนข้างดี เนื่องจากคุณนาครรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้งาน และพัฒนาการจัดการสู่ระบบสากล ทำให้ได้ผลผลิตสูง ในขณะต้นทุนการผลิตต่ำ
ไม่เพียงพัฒนาแปลงปลูกกล้วยไม้ของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ปรึกษาให้พี่น้องเกษตรกรที่ชอบปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการรวมกันขายเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาด เช่น ในช่วงที่ดอกกล้วยไม้มีราคาแพง ผลผลิตหาซื้อยากก็จะรับคำสั่งซื้อจากบริษัทส่งออก จึงได้เพื่อนชาวสวนตัดรวมกันมาให้ได้ตามจำนวน เกิดประโยชน์ร่วมกันคือ บริษัทส่งออกไม่ต้องตระเวนรถวิ่งหาซื้อหรือรวบรวม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ในส่วนของชาวสวนก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทจะยอม เนื่องจากภาระต้นทุนส่วนอื่นน้อยลง
ปัจจุบัน สวนกล้วยไม้ของเขาได้ผ่านการรับรองคุณภาพการผลิตที่ถูกหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพดอกกล้วยไม้ ปริมาณ และผลผลิตที่ได้ตรงตามแผนการผลิตที่วางไว้
ไม่แปลกที่ ปี 2543 ได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำแขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม ปี 2545 ได้รับการคัดเลือกเป็นสวนกล้วยไม้คุณภาพ อันดับที่ 1 จากการประกวดสวนกล้วยไม้จากทุกจังหวัดที่มีการปลูกกล้วยไม้ในเขตภาคลาง และปี 2546 ได้รับรางวัลชนะเลิศในการบริหารจัดการกลุ่มกล้วยไม้พัฒนาในงานกล้วยไม้ล้านดอก พุทธมณฑล และได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกลุ่มกล้วยไม้ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน และปีนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศด้วย
“กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ผมก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่าผมเริ่มต่อสู้ตั้งแต่เรียนหนังสือ เพราะว่าเกิดในครอบครัวค่อนข้างลำบาก คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ต้องช่วยคุณแม่ปลูกผักหลายชนิด แต่เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้ว คุณแม่ให้ที่ดินมา 3 ไร่ ก็หันมาปลูกกระเจี๊ยบเขียว จนมีเงินเก็บ และปี 2537 ก็ทดลองเปลี่ยนอาชีพใหม่จากปลูกผักมาเป็นชาวสวนกล้วยไม้ เพราะว่าเป็นพืชที่ใช้แรงงานในการดูแลน้อย และไม่ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่บ่อยๆ แม้ว่าจะลงทุนสูงกว่าก็ตาม”คุณนาคร กล่าว
คุณนาคร ทดลองปลูกกล้วยไม้ บนพื้นที่ 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 600,000 บาท มีการขยายผลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นของตนเอง มีพื้นที่ 2 แปลง รวม 30 ไร่ โดยเน้นปลูกกล้วยไม้สกุลหวาย 3 สายพันธุ์ คือ บอมบ์โจแดง บอมบ์โจขาว และม็อคคาร่า ซึ่งมีการปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตตั้งแต่การปรับเปลี่ยนโรงเรือน การเปลี่ยนซาแรนพรางแสงในโรงเรือน การใช้เครื่องปั๊มน้ำ บังคับการออกดอกในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น โดยมีการทำสวนกล้วยไม้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันนี้ คุณนาครไปซื้อที่ดินเพิ่มอีก 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กลายเป็นผู้ผลิตกล้วยไม้รายใหญ่ และผู้ที่อยู่แวดวงการนี้รู้จักคุณนาครเป็นอย่างดี
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
คุณนาคร มีความคิดริเริ่มและผลงานต่างๆ ดังนี้
- การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวสวนกล้วยไม้ โดยเป็นผู้ริเริ่มการส่ง SMS แจ้งราคาและข่าวสารแก่ชาวสวนกล้วยไม้ เพื่อให้ชาวสวนทราบภาวะราคา ณ ปัจจุบัน จะได้สามารถจัดการกับผลผลิตของสวนตนเองได้ถูกต้อง ไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ซึ่งกิจกรรมนี้มีผลต่อวงการกล้วยไม้มาก ช่วยชี้นำราคาให้กับชาวสวนได้ระดับหนึ่ง
- การใช้กากชาผงในสวนกล้วยไม้ ซึ่งปัญหาหนึ่งที่พบในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้คือ หอย ที่กัดกินทั้งราก ตาหน่อ ตลอดจนถึงดอกกล้วยไม้ วิธีที่ใช้ได้ผลดีคือการนำกากชาผงมาใช้หว่านลงบนเครื่องปลูกเพื่อฆ่าหอย แต่เกิดปัญหาเรื่องความไม่สม่ำเสมอในการหว่านและทำได้ช้า จึงคิดประดิษฐ์เครื่องพ่นกากชาขึ้น ทำให้หว่านพ่นได้เร็วกว่าเดิม ใช้เวลาไร่ละประมาณ 20 นาที
- ลดการใช้เนื้อไม้ในการจัดทำโรงเรือน เนื่องจากโรงเรือนกล้วยไม้ซึ่งแต่เดิมใช้ไม้ทำ มีต้นทุนสูงมากจึงหาวัสดุอื่นมาทดแทน โดยภายในโรงเรือนได้ทดลองใช้วัสดุต่างๆ เช่น เหล็ก และคอนกรีต มาจัดทำเพื่อลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งาน
- การประดิษฐ์เครื่องเจาะซาแรน เพื่อเพิ่มแสงให้กับกล้วยไม้ โดยใช้เครื่องวัดแสงมาตรฐานเปรียบเทียบและคำนวณพื้นที่ในการเจาะเพื่อให้ได้แสงที่พอเหมาะ เสียค่าใช้จ่ายไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท ถูกกว่าถึง 20 เท่า และเมื่อกล้วยไม้ออกดอกดกมากขึ้นก็ทำให้มีรายได้มากขึ้นถึง 2 เท่า
- การบังคับกล้วยไม้ให้ออกดอกในฤดูแล้ง เนื่องจากฤดูฝนกล้วยไม้มักมีราคาถูก จึงหาวิธีบังคับให้ออกดอกน้อยที่สุด เพื่อออมแรงและตาดอกไว้ เมื่อถึงช่วงฤดูแล้งจึงเร่งให้ออกดอกเต็มที่ โดยใช้วิธีการราดสารเคมีและจัดการกับสภาพต้นกล้วยไม้
- การใช้มอเตอร์ติดบนแพเพื่อให้น้ำกล้วยไม้ โดยพบว่าน้ำบริเวณผิวน้ำได้สัมผัสอากาศ และแสงแดด จะมีคุณภาพดีกว่าน้ำส่วนล่าง จึงใช้มอเตอร์ติดบนแพเพื่อให้ดูดเฉพาะผิวน้ำอยู่เสมอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วชาวสวนมักจะปล่อยให้ท่อดูดน้ำจากท้องร่อง ทำให้ไม่สามารถดูดน้ำบริเวณผิวน้ำที่มีประโยชน์ได้
- ใช้เสียงเพลงกับสวนกล้วยไม้ มีการติดตั้งลำโพงเล็กๆ ไว้ทั่วสวน เพราะเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยให้สุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานในสวนดีขึ้น และจากการสังเกตพบว่า การระบาดของแมลงจะน้อยกว่าสวนอื่น แต่เดิมจะใช้ภาชนะพลาสติคบรรจุอาหารเสริมมาติดกับลำโพง ใช้ได้ประมาณ 6-7 ปี เริ่มหมดอายุ ดังนั้น ปัจจุบันจึงนำหม้อนึ่งข้าวเหนียวมาคว่ำติดกับลำโพง สามารถช่วยป้องกันแดดและฝนได้
- การวิเคราะห์น้ำก่อนใช้ประโยชน์ เนื่องจากสวนกล้วยไม้มีปัญหาเรื่องน้ำเป็นกรด และค่า pH ต่ำมาก น้ำเป็นสีสนิมแดงของเหล็กไม่สามารถนำมารดกล้วยไม้ได้ จึงนำน้ำไปตรวจวิเคราะห์กับกรมพัฒนาที่ดิน และโครงการแกล้งดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วหาทางแก้ไขจนกระทั่งปัจจุบันน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ มีค่า pH ประมาณ 6 สามารถใช้รดกล้วยไม้ได้
- การออกแบบสวิตช์รีโมตในการปิด-เปิดปั๊มน้ำ ปัญหาหนึ่งของสวนกล้วยไม้คือ การปิด-เปิดปั๊มน้ำหรือปั๊มฉีดยา ทำให้ต้องเสียเวลาเปิดสวิตช์แล้วเดินเข้าสวนไปรดน้ำ ปั๊มสึกหรอและสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าโดยที่ยังไม่ได้ใช้งาน จึงออกแบบสวิตช์รีโมตใช้แก้ปัญหานี้ ต้นทุนการทำไม่สูง เพราะใช้สายไฟเล็กๆ โยงไปยังจุดที่ต้องการติดตั้งสวิตช์ จะติดตั้งจุดใดกี่จุดก็ได้ เมื่ออยู่ในสวนจะใช้น้ำหรือรดน้ำก็สามารถเปิดสวิตช์ที่ใกล้ที่สุดได้ และเมื่อใช้เสร็จผู้ใช้ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว ก็สามารถปิดสวิตช์ที่ใกล้ที่สุดได้เลย
- ออกแบบอ่างผสมสารเคมีใช้เอง โดยสวนกล้วยไม้เกือบทั้งหมดจะก่ออ่างผสมสารเคมีเพื่อใช้ปั๊มฉีดพ่น เส้นผ่าศูนย์กลางมีขนาด 1-4 เมตร ความสูง 1-1.5 เมตร แล้วแต่ขนาดสวน ปัญหาของอ่างผสมสารที่ใหญ่มากคือ การตกตะกอน หรือความเข้มข้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสวนที่ทำแต่เดิมใช้ใบพัดเรือหรือใช้ปั๊มน้ำดูดจากส่วนล่างมาส่วนบนบ้าง ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ จึงออกแบบใบพัดแล้วคำนวณทดรอบให้ช้า-เร็ว ตามสภาพอ่างและความต้องการ อุปกรณ์ที่ใช้อยู่กับสารเคมีทั้งหมดไม่มีการผุกร่อน ไม่ต้องบำรุงรักษามาก ทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่คำนวณปริมาณน้ำในอ่าง คำนวณรอบในการทด องศาใบพัด ตลอดจนการเชื่อมติดตั้งสแตนเลส ซึ่งนอกจากทำใช้เองแล้วยังรับปรึกษาออกแบบให้กับสวนของเพื่อนๆ อีกหลายสวนใช้ โดยไม่คิดค่าแรงด้วย
- เทคนิคการใช้ปั๊มไดโว่กับกล้วยไม้ ระบบการดูดน้ำทิ้งของสวนกล้วยไม้ส่วนใหญ่ใช้ท่อ ขนาด 6-12 นิ้ว ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก เนื่องจากน้ำที่ระบายออกจะไหลมาตามใต้โต๊ะที่ปลูกกล้วยไม้ และบางส่วนขังอยู่ เป็นปัญหากับทางเดิน ทำให้ดินทางเดินอ่อนตัวและเสียหายง่าย จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ปั๊มน้ำ ไดโว่ขนาดเพียง 3 นิ้ว เลือกคุณสมบัติที่ดูดน้ำได้มาก แรงดันน้อย และใส่สวิตช์ลูกลอยไว้ 1 ตัว ระบบนี้ไม่ต้องควบคุมดูแล เมื่อระดับน้ำในบ่อน้ำทิ้งสูงขึ้นปั๊มก็จะทำงาน เมื่อน้ำไหลมาไม่ทันหรือน้ำลดลงได้ระดับปั๊มก็จะปิด รอจนน้ำไหลมาจนได้ระดับ สลับกันเช่นนี้ จนกระทั่งสวนแห้ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนสวนจะแห้งเร็วกว่าสวนที่ใช้ท่อขนาดใหญ่เสมอ และใช้พลังงานน้อยกว่า ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการใช้ระบบนี้กันมากขึ้น
จากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค รวมทั้งผลงานที่ประสบความสำเร็จมีความน่าสนใจ และช่วยจุดประกายให้กับวงการกล้วยไม้ในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ภายในสวนกล้วยไม้ จึงทำให้ คุณนาคร ว่องวัฒนาการ เกษตรกรชาวหนองแขม กรุงเทพมหานคร ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2551
หน้า 67
ที่มา รายงานพิเศษ เกษตรกรดีเด่นปี 2551
นาคร ว่องวัฒนาการ เกษตรกรนักสู้ทำสวนกล้วยไม้ จนได้รางวัลดีเด่น
Philosopher Caught the Botany Bug กุมภาพันธ์ 2, 2008
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Americas.1 comment so far
Now he’s Sweet Briar’s Orchid Man
Through most of January, Paphiopedilum villosum ‘Vixen’ sat in splendid, award-winning bloom in Sweet Briar’s greenhouse in the care of visiting assistant professor of philosophy Dylan Wittkower.
Dylan Wittkower stands with his original acrylic on canvas on the wall in his Benedict office.Wittkower, who became interested in orchids while a doctoral candidate at Vanderbilt University, raised ‘Vixen’ from a seedling. It is one individual of one species of one genus among the many genera – he doesn’t care to know exactly how many – in his collection of plants belonging to the Orchidaceae family.
Most of them are happily over-wintering in the greenhouse, along with others belonging to the College. The accommodations are a perk Wittkower acknowledged after his Paphiopedilum villosum – which belongs to a subfamily of orchids commonly called ladyslippers – was awarded a 78-point highly commended certificate for flower quality from the American Orchid Society, thus earning the right to its own name. Wittkower chose ‘Vixen.’
“It’s in honor of my current employer – although not merely that, or at least not in some perfunctory way,” he said. “That is, for example, were I still at Tech, there would still be no way I ever would have even considered naming it ‘Hokie Bird.’ ”
Bulbophyllum echinolabium is an epiphyte, meaning it grows on trees. While it was in bloom over the past weeks, Wittkower placed the odoriferous bloom in the biology department, where passersby tried to name that smell and record their observations on a clipboard. Opinions were mixed, but some detected a fishy scent.Since his arrival at Sweet Briar in the fall, Wittkower’s distinctive suits and neat beard have made him a recognizable figure on campus. A scholar of Karl Marx, he is steeped in classical German philosophy and value theory, which deals with ethics, aesthetics and political philosophy. In his research specialty, he applies both to the philosophy of technology.
The Palo Alto, Calif., native discovered botany in part because of philosophy – which is still his first love. Studying plants began as a diversion from his dissertation. It led him to volunteer in Vanderbilt’s greenhouse and to the weird world of orchids.
“I became particularly interested in phylogeny, and Orchidaceae is very interesting in this respect, as it is a young family with great diversity and incomplete speciation,” he said.
Phylogeny refers to the evolutionary history of organisms, and orchids – already hugely diverse – can form new and strange hybrids from different genera. The flowers have three petals, one of which usually differs from the others. This third petal, called the labellum, typically determines how the plant is pollinated, and it accounts for much of Orchidaceae’s astounding variety.
The ladyslipper’s pouch is one example of the labellum, but visitors to Wittkower’s flickr Web site can see firsthand its breadth of forms. Viewers may also notice flowers that seem to have more than three petals. That’s because orchids have three sepals, too, which also vary. Some are identical to the petals.
The proper name for Wittkower’s award-winning bloom is Paphiopedilum villosum ‘Vixen’ HCC/AOS.In the greenhouse, Wittkower also pointed out orchids’ diverse root systems and leaf structures. The flowers, in various stages of bloom, are big and small, robust and delicate, fringed, undulating, tubular, speckled and sparkly. Some are fragrant and others emit odd smells or none at all. He demonstrated how one, the ‘Queen of the Night,’ gives off the scent of cloves in low light.
Orchids grow on trees, in soil, clinging to rocks and in decaying vegetation on the forest floor. Although most are tropical, they grow worldwide and in every U.S. state, including Alaska. In the Eastern states, including Virginia, downy rattlesnake plantains (Goodyera pubescens) are easy to find.
Wittkower knew his citron- and mahogany-colored ‘Vixen’ bloom was a good one. The decision to have it judged was a practical matter. “I just happened to have time that day,” he said, explaining that the American Orchid Society opens its regional centers for judging once a month. He drove the plant to Greensboro, N.C.
From his research, Wittkower believes ‘Vixen’ is the 15th of the species to receive an AOS flower quality award and the first since 2002. The Paphiopedilum genus is difficult to mass-produce because it cannot be cloned and must be replicated by division, he said.
The resulting short supplies of offspring from award-winning individuals such as ‘Vixen’ make them potentially valuable to other collectors. But Wittkower isn’t seeing dollar signs. “I am much more likely to trade divisions of this plant for divisions of other awarded clones, in order to continue to work towards a high-quality breeding collection.”
Cirrhopetalum Sandi Ting has a hinged labellum, which moves in the wind and attracts pollinators. When the insect walks up the labellum far enough, it rocks back on the hinge like a seesaw, slamming the pollinator against the pollenia. The insect struggles to free itself, taking the pollenia along with it.Wittkower keeps orchids in the window of his Benedict office, rotating them as they bloom. They add color to the room, along with a painting hanging behind a desk he says is chaotic in appearance only. The acrylic on canvas is his own work, but painting is just an occasional pastime, he said.
More frequently, he can be found recording classic texts of Western thinkers for the Web site LibriVox. Volunteer readers record public-domain works, making them available to download as free audio books. People can and do use the recordings any way they want, such as a posting by “BonoboBill” on YouTube titled “Schopenhauer: On Noise.”
Wittkower is heard reading the text with precise intonation as time-lapsed video of a grim cityscape rolls. He thinks it’s great that someone has derived a creative video from his recording of Arthur Schopenhauer’s work. He’s also not bothered that people sell his recordings on eBay.
“I’ve made a fundamental commitment to education and to trying to bring about an understanding of these classic texts,” he said. “I want our culture to be accessible to us in as many ways as possible, and these works are often forgotten.”
He found LibriVox through his doctoral research on the philosophy of technology. It centers on the growing unauthorized use of intellectual property in a digital age, and responses by government and industry which he says use increasingly harsh means to limit public access to such property.
On the LibriVox site, Wittkower writes that his research has made him into a “public-domain and open culture activist,” noting that, “My work here is motivated by these ethico-political commitments.”
He’s been motivated to record 20 works and is at work on nearly a dozen more.
— By Jennifer McManamay, SBC staff writer
Rare orchid found in South Island มกราคม 16, 2008
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Australia-New Zealand.add a comment
A rare endangered North Island native orchid has been rediscovered in the South Island.
Orchid enthusiast Georgina Upson, of Nelson, found the 10cm orchid while searching scrubland at the base of Farewell Spit.
Golden Bay Department of Conservation (DOC) ranger Simon Walls said Upson presented photographic evidence of her find of Pterostylis puberula to excited conservation rangers.
“She knows her orchids and recognised the plant as one only found in the far north of the North Island and near Thames,” said Walls.
Upson said her find was accidental. She was looking for another orchid when she stumbled across a colony of 120 plants, which were last seen south of Motueka 20 years ago.
Before her discovery only 200 of the plants were known to exist in the North Island, she said.
Walls said the tiny plant lived in poor soil amid manuka and gorse scrub. “Georgina spent a lot of time up there — it’s windy and cold and exposed, an unpleasant place, and will take quite a lot of work to relocate it.”
Rangers would check the plant’s distribution in early spring and assess if it was endangered by local hazards, he said.
DOC Nelson plant ecologist Simon Moore said it was unusual to find a plant so far outside its known range, where the climate and flora were so different.
Read from: http://www.stuff.co.nz/thepress/4357481a19754.html
กล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก กรกฎาคม 16, 2007
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Asia.3 comments
วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 405
เทคโนฯ สัมมนา
นางสาวจิรวรรณ บุญช่วยสุวรรณ นางสาวพนิดา อ่อนสา นายอาทิตย์ โชติวิริยวาณิชย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รายงาน
กล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก ตอนที่ 1 กระทรวงเกษตรฯ หนุน อีก 3 ปี สู่เป้าหมาย
กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และด้วยศักยภาพของประเทศไทย และความต้องการของตลาดโลก ยังสามารถที่จะเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเป้าหมายที่ 10,000 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินฝัน ดังนั้น นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนาเชิงวิชาการ ในหัวข้อ กล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก ขึ้นที่ห้องประชุม อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้สนใจที่เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 150 คน โดยมี ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน
คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวในรายงานพิธีเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า การจัดสัมมนานี้ก็เพื่อหาคำตอบ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ด้วยงานปลูกกล้วยไม้เป็นอีกอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ผู้ประกอบการและสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้เรียนรู้อย่างจริงจัง แต่เดิมการปลูกกล้วยไม้ทำกันในวงแคบๆ ต่อมามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แทนที่จะปลูกใช้ภายในประเทศ ก็พัฒนาออกไปจนถึงขั้นส่งออกไปในต่างประเทศ มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุดในบรรดาไม้ดอก ไม้ประดับด้วยกัน เปรียบเทียบกับอาชีพอื่นแล้ว
“การปลูกกล้วยไม้หากมีการเลี้ยงอย่างจริงจังจะสามารถยืนหยัดได้ จะเห็นได้ว่าไม่มีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้นำดอกกล้วยไม้ไปเททิ้งที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ ไม่มีข่าวประท้วงปิดถนน แต่การเข้าวงการพืชสวยงามชนิดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่สนใจในหัวข้อที่คณะจัดงานตั้งไว้วันนี้ กล้วยไม้ 10,000 ล้าน ดูตัวเลขพัฒนาจาก 3,000 ล้าน ถึง 10,000 ล้าน ดูแล้วห่างกันพอสมควร แต่ถ้าได้ฟังท่านประธานคือ รมต. กระทรวงเกษตรฯ อาจจะเขยิบเพดานขึ้นไปอีก แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ตั้งความหวังไว้จะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามูลค่าการส่งออกของเราไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 100 ล้าน เป็น 1,000 ล้าน 3,000 ล้าน” คุณสมหมาย กล่าว
ปี 2553 กล้วยไม้ไทย ส่งออก 10,000 ล้าน
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ … ตอนหนึ่งว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งความหวังกันมานานแล้วว่า กล้วยไม้เป็นพืชคู่บ้านคู่เมืองไทย พวกเราคงเห็นร่วมกันว่า กล้วยไม้ เป็นพืชที่มีศักยภาพมากในการสร้างโลกให้สวยงาม สร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวไทยโดยรวม ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ ปี 2553 เราจะส่งออกกล้วยไม้ได้ 10,000 ล้าน
“ผมเริ่มทำงานเมื่อ ปี 2511 มาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับกล้วยไม้ เราส่งออกหวาย มาดาม เป็นหลัก แต่ขณะนั้นเกิดโรคยอดบิด อาจารย์ระพี สาคริก ได้ขอให้ช่วยไปดู เลยติดพันกับกล้วยไม้มา ได้บรรยายเรื่องโรคเกี่ยวกับ โรคยอดบิด ใบด่าง ใบไหม้ ตั้งแต่สมัยอบรมที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บางครั้งอบรมต่างจังหวัดที่โรงหนังเฉลิมไทยชลบุรี เดินสายไปเรื่อยๆ และก็เลี้ยงอยู่บ้าง ตอนหลังความสนใจเริ่มเบี่ยงเบนไปสนใจ บอน โป๊ยเซียน เป็นเรื่องแปลกที่เลี้ยงบอน เลี้ยงโป๊ยเซียน ได้ขายตลอด เลี้ยงกล้วยไม้มาตลอดตั้งแต่ ปี 2513 ไม่เคยได้ขายเลยสักต้น คงจะเป็นของที่ต้องหวงและเก็บไว้ไม่ได้ขาย ทิ้งกล้วยไม้มาพักหนึ่ง ไม่ได้เลี้ยงมากมายนัก”
ดร.ธีระ กล่าวต่อไปว่า กระทั่งวันหนึ่งไม่นานมานี้ ทางไต้หวันจะมาขอ BOI บอกว่า จะลงทุน 30,000 ล้าน เพื่อจะผลิตกล้วยไม้ในไทย พวกเราก็ค้านกันเยอะ ทาง BOI ได้ให้ผมเป็นประธานในการตรวจสอบว่า ควรจะให้ BOI หรือเปล่า จึงตั้งประเด็นอยู่ 3 ประเด็น คือ หนึ่ง มีเงินลงทุนในประเทศจริงหรือเปล่า สอง มีการจ้างแรงงานในประเทศไทยมากหรือไม่ และสาม มีเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศมากแค่ไหน ก็ไปดูว่าปีแรกเขาจะลงทุน 10,000 ล้าน ส่วน 9,000 ล้าน เป็นโครงสร้างเรือนปลูก ก็ไม่มีเงินมาลงทุนจริงจัง ส่วนต่างๆ เป็นระบบอัตโนมัติหมด การจ้างแรงงานก็ไม่เกิด ประเด็นที่ 3 ได้ขอให้ส่งตัวแทนที่เก่งทางเทคโนโลยีเข้ามาอภิปราย ก็ไม่ส่งมาประกอบกับทาง อาจารย์ระพีผลักดัน สรุปว่าไม่ได้ให้ BOI กับไต้หวัน
จากการที่ศึกษาครั้งนั้น ทำให้ทราบว่า การส่งออกกล้วยไม้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ณ วันนี้ เมื่อ 6-7 ปี ที่แล้วมีแต่หวายส่งออก 70-80% เป็นหวายเลือดต่างประเทศทั้งนั้น ไม่มีหวายเลือดไทยเลย สมัยก่อนประเทศที่ไทยส่งออกเป็นทางยุโรป เยอรมนีเป็นหลัก ทางเอเชีย ญี่ปุ่นไม่ค่อยมี แต่ทำไมปัจจุบันไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็น 1,000 ล้าน แต่ทางเยอรมนีลดลงไปก็เลยมาดู ตอนนี้หวายเราค่อนข้างจะสีหวานมากขึ้น ก็คงไปทางแนวโน้มประเทศญี่ปุ่น แต่หวายที่ประเทศเข้มแข็งน้อยลง อย่างเยอรมนีที่ชอบสีเข้มแข็งหน่อย
ในช่วงที่มีการวางแผนเรื่องการผลิตของทางกล้วยไม้ ไม่แน่ใจว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกระทรวงเกษตรฯ ไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้หรือกรมส่งเสริมพยายามวางแผนการผลิตจำได้ว่าแผนเดิมบอกว่า จะเพิ่มการส่งออก จาก 2,000 ล้าน เพิ่มอีกสัก 10-15% ที่จริงควรตั้งเป้า 10,000 ล้าน ตั้งแต่วันนั้น เพราะว่าศักยภาพเรามี
“หลังจากเกษียณอายุอธิการบดี ม.เกษตรฯ ก็ได้มาเลี้ยงกล้วยไม้อย่างจริงจัง เมื่อเดือนที่แล้วมาดูงานที่กรมวิชาการเกษตร ก็เลยมีโอกาสที่จะผลักดันกล้วยไม้ไปต่างประเทศให้ถึง 10,000 ล้าน ให้ได้ ความจริง 10,000 ล้าน เป็นเพียงตัวเลขเบาๆ ถ้าทั่วโลกจริงๆ คงมีสัดส่วนมากกว่านั้น ผมมีความอึดอัดตั้งแต่เริ่มทำงานกล้วยไม้ ตอนแรกอาจารย์ระพีพาไปของบฯ ในการวิจัย แต่เขาบอกว่าทำไม ไม่วิจัยข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง กล้วยไม้ไม่ใช่ของกินได้ ผมกลับคิดว่าอะไรที่เรามีศักยภาพและค้าขายยังน้อยอยู่ยิ่งน่าผลักดัน”
อยากเห็นไทยเป็น Orchid World
“แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ งบฯ วิจัยยังไม่ก้าวหน้าเท่าไหร่ ผมคิดว่า หนึ่ง ยังมีความต้องการของตลาดสูง เพราะของที่ให้ความสวยงามความงามตลาดไม่ตก สอง เครื่องสำอางเป็นอีกอย่างที่ไม่ตก แม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ กล้วยไม้ส่งออกก็ไม่ตกเท่าไหร่ ตลาดกล้วยไม้เป็นของสวยงาม ตลาดนี้จะยั่งยืนถ้าเราเปิดตลาด วันนี้คงต้องมีการวิจัยความต้องการของตลาดทั่วโลกว่า ยุโรปต้องการอะไร เอเชียต้องการอะไร เป็นต้น ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจน และผลิตไม้ให้สอดคล้องกับความต้องการ”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตกล้วยไม้เยอะ แต่ถ้าคนจากต่างประเทศอยากมาดูกล้วยไม้เมืองไทย พบว่ายังไม่มีเป็นหลักแหล่ง ประเทศสิงคโปร์ไม่ค่อยมีกล้วยไม้เท่าไหร่ แต่มี Orchid center ที่ลงใน list ของการท่องเที่ยวที่ต้องไปดูตรงนี้ ถ้าไทยเปิดตลาด 2 ส่วน ถ้าใครสนใจดูกล้วยไม้ก็ดูไปเลยคงต้องประสานกับ ผอ.โอฬาร ที่กรมส่งเสริมการเกษตรอย่างจริงจัง ต้องประสานงานกับกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ถ้าทำที่สวนลุมพินี มีสวนคล้ายที่เราทำที่พืชสวนโลก จังหวัดเชียงใหม่ ให้อยู่ในรายการของการท่องเที่ยว ใครจะมาประเทศไทยก็ต้องมาดู อาจเรียกว่า Orchid World
ถ้าคนเห็นแล้วตลาดส่งออกในต่างประเทศก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองเข้ามาน่าจะมีกล้วยไม้ให้เห็นมาตลอดทาง จะทำอย่างไรมันจะกระตุ้นให้คนที่มาเมืองไทยอยากจะซื้อกล้วยไม้มาประดับบ้าน ประดับสวน ถ้าเรากระตุ้นตลาดดีๆ จะมีโอกาสขยายมาก อาจจะขยายได้มากกว่าปี 2553 ด้วยซ้ำ
เรื่องสภาพแวดล้อมภูมิอากาศไทยได้เปรียบประเทศอื่นเยอะ ทางไต้หวันส่งออกมากที่สุดในโลก แต่มีการลงทุนมาก เลี้ยงในเรือนกระจก ต้นทุนแพง บ้านเราสามารถเลี้ยงได้ทั้งเรือนกระจก ทั้งข้างนอก และได้คุณภาพ ตั้งเป้าไว้ว่าประเทศไทยควรจะเป็นศูนย์กลางของกล้วยไม้เขตร้อน ด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ
ส่วนความสามารถของผู้เลี้ยงกล้วยไม้ เรามีประสบการณ์เลี้ยงกันมาหลายสิบปี และมีผู้เลี้ยงกล้วยไม้เก่งๆ เป็น 1,000 คน ถ้ามีการปรับแต่งตรงนี้ให้เข้มแข็งขึ้นจะทำให้เรามีศักยภาพสูงขึ้น
ย้อนไปเรื่องผู้ปลูกและภูมิประเทศ จากสถานการณ์น้ำท่วมในปีที่แล้ว ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ที่ไม่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมเยอะ แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราเลือกพื้นที่ที่มีโอกาสน้ำท่วมเยอะเกินไปหรือเปล่า เราน่าจะตั้งนิคมกล้วยไม้ครบวงจร มีทั้งการปลูก ดูแล การบรรจุภัณฑ์ ดูแลจนแล้วเสร็จไม่ต้องไปตรวจเช็คที่อื่น
ขณะเรื่องพันธุ์กล้วยไม้ เรามีศักยภาพในการปรับปรุงพันธุ์มาตลอด ใช้การดำเนินการที่แคบ เคยไปดูกล้วยไม้ที่ประเทศญี่ปุ่น มีลูกผสมที่หลากหลายของหวายคาบชนิด ถ้ามีการข้ามสายพันธุ์กัน ให้มีความแปลก มีความดก แล้วขายเป็นต้นสวยๆ ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ที่มีราคาดีขึ้น ต้องมีการปรับแต่งทางการตลาดกล้วยไม้เมืองไทยที่มีดอกหอม จะเป็นเรื่องน้ำหอมในตลาดบนในเรื่องเครื่องสำอาง เช่น ว่านหางจระเข้ ที่มีวุ้นอยู่ตรงกลาง สมัยก่อนก็เป็นไม้ที่ไม่มีค่า แต่สมัยหลังนี้นำมารักษาแผลไฟไหม้
ถามว่า ในส่วนของกล้วยไม้จะสามารถทำเครื่องสำอางได้ไหม โดยเฉพาะกล้วยไม้ที่ปลูกกลางแจ้งโดยไม่ต้องมีซาแรน ถ้าปลูกในแดดได้ต้นทุนการผลิตคงน้อยลง ไม้ประเภทกล้วยไม้ เวลาแดดออกปากใบจะปิด เวลาแดดร่มจะเปิดปากใบเป็นพืชที่รักษาน้ำเหมือนพวกกระบองเพชรกลับกันกับข้าวโพด เวลาแดดออกจะเปิดปากใบระบายอากาศ กล้วยไม้ที่สามารถอยู่กลางแดดโดยไม่ไหม้ต้องมีระบบระบายความร้อนภายในที่ดี อาจมีวุ้นในกล้วยไม้ที่จะนำมาทำเครื่องสำอาง
ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันคือ กล้วยไม้ที่สามารถปลูกในแดดได้ 100% จากข่าวเมื่อ 2-3 วันนี้ ที่ อาจารย์อี๊ด จิตราพันธ์ ได้ทดลองทำไม้ขวดที่มีแสงแดง นี่เป็นทิศทางวิจัยว่ากล้วยไม้อาจเป็นพืชที่ชอบแสงที่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง อาจมีการกรองแสงให้เหลือแสงบางช่วง คลื่นแสงอาจชอบคลื่นยาว เพราะแสงแดงเป็นช่วงคลื่นยาวอาจทำให้กล้วยไม้โตดีขึ้น ดอกดี เพราะทุกวันนี้กล้วยไม้โตช้า ตอนกลางคืนปากใบเปิดถึงจะเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป พอตอนเช้ามีแสงแดดจึงจะสังเคราะห์แสง เวลาเหลื่อมกันจึงโตได้ช้า
ผลิตภัณฑ์กล้วยไม้คงไม่ใช่เอาดอกหรือต้นไปดู ต้องดูว่าเอาไปทำเครื่องสำอางได้หรือไม่ เครื่องสำอางยังไงราคาก็ไม่ตก เนื่องจากผู้หญิงยังใช้เครื่องสำอางอยู่ ในเรื่องขยายพันธุ์คงไม่ต้องเป็นห่วง
“แต่ระบบโลจิสติกส์ยังมีปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีเคยเชิญพ่อค้ามาหารือเรื่องโลจิสติกส์ รู้สึกเขาวางโลจิสติกส์ไว้สำหรับพืชที่มีน้ำหนักมาก ราคาถูก เช่น มันสำปะหลัง ข้าว แต่ไม่ได้ดูโลจิสติกส์พืชที่เบาแต่ราคาต่อน้ำหนักแพง ไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก อยากจะลงลึกไปว่าการขนส่งต้องมีการปรับแต่งแค่ไหน เพื่อให้รองรับการขยายการส่งออกกล้วยไม้ของเรา”
ที่ผ่านมา ด้วยศักยภาพของกล้วยไม้ ที่มีเป้าหมายส่งออก 10,000 ล้าน ได้นำเรื่องนี้เรียนให้ท่านนายกฯ ทราบหมดแล้ว ท่านนายกฯ ก็สนใจและคงจะให้การสนับสนุนถ้าเราระดมความคิดเห็นตรงนี้ได้ เมื่อแผนโครงการเรียบร้อยคงนำเสนอ ครม.ได้ พยายามจะดึงงบฯ ส่วนหนึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2550 นี้ และผลักดันอีก 2-3 ปี แต่ต้องมีการตั้งทีมงานเพื่อประสานให้เกิดความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้วิจัย เพื่อเกิดการประสานงานอย่างจริงจังในการผลักดันกล้วยไม้
“ผมคิดว่า หนึ่ง ไทยต้องเป็นศูนย์กลางกล้วยไม้เขตร้อน สอง อาจต้องมีกองการกล้วยไม้แห่งชาติที่ต้องดูแล ประสานงานในทุกระบบ ทุกองค์กร ให้กลมเกลียวมีประสิทธิภาพ สาม ภาพรวมทั้งประเทศและกระทรวงเกษตรฯ พยายามผลักดันงานวิจัยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมถึงกล้วยไม้ด้วย สี่ การสร้างนักวิชาการยังขาดอยู่ น่าจะมีคนที่มีความรู้มาประสานกับประสบการณ์ มีความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวไม่พอ ถ้าผสมผสานกันจะเกิดความก้าวหน้าที่เร็วยิ่งขึ้น หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะผลักดันให้กล้วยไม้ของเราเป็นพืชเอกลักษณ์ของชาติ เป็นศูนย์กลางกล้วยไม้เขตร้อนของโลก ขยับการส่งออกให้ถึง 10,000 ล้าน ในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้า” ดร.ธีระ กล่าวในที่สุด
*สนทนาพาทีกับร้านค้าร่วมงาน
ผลิตภัณฑ์แนะนำจาก ลัดดา
ภายในงานการสัมมนาครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ บริษัท ลัดดา จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้มาร่วมงานครั้งนี้ โดย ดร.สุจินต์ จันทรสอาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ลัดดา จำกัด กล่าวว่า บริษัท ลัดดา เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสารเคมีเกษตร ทั้งเพื่อการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และสารบำรุงพืช เช่น ปุ๋ย ฮอร์โมนพืช
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ บริษัท ลัดดา นำมาโชว์ในการสัมมนาครั้งนี้ ดร.สุจินต์ กล่าวว่า มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง คือ เอสคัลเลอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยสร้างระบบรากได้เร็วขึ้น และช่วยเร่งการออกดอกสร้างคุณภาพของดอก เพิ่มความยาวของช่อดอก เพิ่มความเข้มของสี นอกจากนี้ ยังมีสารแคปแตนเป็นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ซึ่งมีสารป้องกันการเกิดฟอง การคงตัวแขวนลอยในน้ำก็คงทนไม่ตกตะกอน ทำให้การฉีดพ่นเนื้อยาสามารถกระจายได้สม่ำเสมอ ทำให้การควบคุมโรคได้ครอบคลุมทั้งหมด รวมถึงปุ๋ยเม็ดละลายช้าสำหรับกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับด้วย
“บริษัท มีการไปเยี่ยมเกษตรกร ไปตามสวนกล้วยไม้ ไปแนะนำความรู้ ทำการสาธิต และจัดประชุมเกษตรกร อธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้เกษตรกรฟัง และให้เกษตรกรได้เห็นประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ก่อน เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรสำคัญพอๆ กับธุรกิจเราด้วย” นี่คือแนวทางการทำงานของบริษัทลัดดา
หน้า 76
วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 406
เทคโนฯ สัมมนา
จิรวรรณ บุญช่วยสุวรรณ พนิดา อ่อนสา อาทิตย์ โชติวิริยวาณิชย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สัมมนา กล้วยไม้ 10,000 ล้าน ตอนที่ 2 ทำอย่างไร กล้วยไม้ไทยจะส่งออกได้ 10,000 ล้าน
คุณโอฬาร พิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทำอย่างไร กล้วยไม้ไทยจะส่งออกได้ 10,000 ล้าน”
คุณโอฬาร กล่าวว่า โครงการกล้วยไม้ 10,000 ล้านนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ แต่อยู่ที่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ทั้งหมดและบุคคลภายนอกว่าจะช่วยกันขับเคลื่อนหรือไม่ สิ่งที่บ่งบอกว่าจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่จะทำโครงการนี้ให้เป็นของทุกคนได้หรือไม่ ถ้าเป็นของทุกคนได้ก็มีโอกาสสำเร็จ
เดินยุทธศาสตร์ สู่กล้วยไม้ 10,000 ล้าน
สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องมองลูกค้าเป็นหลัก เงื่อนไขอันหนึ่งที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์คือ ลูกค้า ต้องดูว่าจะทำกลไกอะไรให้สนองตอบความต้องการของลูกค้า ลักษณะเดียวกันต้องดูฐานการผลิตว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน ต้องปรับปรุงฐานความพร้อมของเรา นี่คือสิ่งที่เป็นกรอบยุทธศาสตร์
สิ่งที่ต้องดำเนินการให้ได้คือ
1. ต้องมองการผลิต ปรับปรุงการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพ
2. หาทางขยายตลาดต่างประเทศ
3. ต้องมีระบบบริหารจัดการ
กลยุทธ์นี้จำเป็นเพราะกลไกของกล้วยไม้ต้องมีตัวขับเคลื่อน กล้วยไม้ เป็นพืชที่เกิดขึ้นจากองค์กรเล็กๆ น้อยๆ ทำคนละนิด คนละหน่อย ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ ในการประสานงานขับเคลื่อนต้องไปด้วยกัน ถ้ามองในแง่การตลาด ถือเป็นสินค้าที่ดี ที่เข้มแข็ง โดยไม่มีการสนับสนุนมากนักก็ดำเนินการได้ การบูรณาการขับเคลื่อนที่เป็นไปได้ต้องมีระบบบริหารจัดการ ถ้าสิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่จะเอาชนะ 10,000 ล้าน ได้ ต้องมองว่าจะสนองตอบลูกค้าอย่างไรบ้าง
ปรับปรุงพันธุ์
พันธุ์ เป็นหัวใจ เป็นเครื่องมือในการทำตลาด พันธุ์เป็นตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนความต้องการของลูกค้า เปลี่ยนเทคโนโลยี เปลี่ยนราคา พันธุ์จะเป็นสนามต่อสู้ ในกรณีนี้จำเป็นต้องสร้างพันธุ์ใหม่เข้าไป ต้องมีความหลากหลายในพันธุ์ที่เกิดขึ้น กล้วยไม้เข้มแข็งได้เพราะกล้วยไม้สร้างพันธุ์เอง ถ้ามองในแง่การตลาดกล้วยไม้เป็นสินค้าที่มีความหลากหลายเรื่องพันธุ์ มีฐานพันธุกรรมตัวเอง เป็นความเข้มแข็งที่ดี
เรื่องพันธุ์ต้องทำอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราได้เปรียบขณะนี้คือ เราทำพันธุ์ได้มาก ใช้ระบบม็อบที่เราถนัด คือทำกันหลายคน ประกอบกับเป็นเขตร้อน จึงสร้างพันธุ์ได้ง่าย แต่เมื่อมีการแข่งขันมากต่างประเทศจะเอาเรื่องพันธุ์มากำหนด ระบบรับรองพันธุ์ ระบบจดทะเบียนเอามาเป็นหัวใจ ทำให้พันธุ์ที่สร้างขึ้นมาส่งออกไม่ได้ ระบบสร้างความเชื่อมั่นกับพันธุ์ยังน้อย เมื่อต่างประเทศมีความเหนือกว่าในการสร้างกฎเกณฑ์ตรงนี้ทำให้ระบบพันธุ์ที่ปล่อยออกมาเป็นเงื่อนไข เราต้องปรับปรุงระบบจดทะเบียนให้เข้มแข็งให้ได้ ขณะเดียวกันเขตกรรมก็ต้องมีการปรับปรุง เรื่องการวิจัยศัตรูพืชจะเป็นฐานที่ต้องทำ เพราะขณะนี้มีการใช้ระบบสุขอนามัยพืชในการกีดกันความปลอดภัย สิ่งที่ต้องกลัวขณะนี้ไม่ใช่ภาษี หรือ WTO แต่ใช้มาตรการสุขอนามัยพืช
ปรับปรุงคุณภาพ
การปรับปรุงคุณภาพ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก สินค้าคุณภาพสูงเป็นที่ทราบกันว่าต้องมีช่อดอกยาว ดอกสะอาด สีสันสดใส แข็งแรง อายุการใช้งานทนทาน ไม่มีตำหนิ ปลอดภัยจากสารเคมี ปลอดจากศัตรูพืช
ในขณะนี้เราพูดว่า GAP ทั้งผัก ผลไม้ เป็นระบบมาตรฐานการผลิต การทำฟาร์มที่ดีมีอะไรบ้าง ต้องมีการฝึกอบรมถ่ายทอดเกษตรกรและให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติตาม แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยได้ผล เพราะเวลาเกษตรกรทำจะมีการตั้งโจทย์ก่อนว่าต้องได้เงินเพิ่มทันที แต่จริงๆ แล้ว GAP ทำให้ของมีคุณภาพขึ้น ในขณะเดียวกันมันมีส่วนการจัดการที่ดี คือการลดต้นทุนลงมา แล้วได้ของคุณภาพมากขึ้น มีการสูญเสียน้อยลง แต่ส่วนใหญ่การผลิตเราจะมองราคาต่อหน่วยไว้ก่อนที่จะมองในภาพรวม เพราะในระบบการผลิตในภาคเกษตรของเรา เราสันทัดภาคการผลิตมากกว่าการตลาด เพราะฉะนั้นระบบการบันทึกข้อมูลของเรายังไม่ชัดเจน เราจึงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบการที่เราผลิตแบบ GAP กับการผลิตแบบเก่าว่ามีความแตกต่างกันตรงไหน เรื่องระบบ GAP เราจำเป็นต้องทำ แต่จากข้อมูลมีการผลิตแบบ GAP เพียง 60 สวน จากทั้งหมดประมาณ 3,000 สวน ขณะเดียวกันเรื่องของโรงคัดแยก บรรจุหีบห่อ ซึ่งเป็นหัวใจยังต้องมีการปรับปรุงให้มีมาตรฐานเพื่อการส่งออกต่อไป
การจัดการระบบที่ดี
ประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากเดิมคือ การจัดระบบเรื่องพื้นที่การผลิต ปัจจุบันนี้ มีประมาณ 20,000 กว่าไร่สำหรับกล้วยไม้ตัดดอก อีก 2,000-3,000 ไร่ เป็นการผลิตต้นกล้วยไม้ พื้นที่ในการผลิตถูกดำเนินการตามแหล่งผลิตเดิมและมีการผลิตต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีขอบเขตกำหนดการผลิต ต้องมีการพัฒนาพื้นที่การผลิตเพื่อสนองต่อเป้าหมาย 10,000 ล้าน อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งต้องมีการขยายการผลิตเพิ่ม อีกส่วนก็ต้องปรับปรุงพื้นที่การผลิตเดิมให้ดี และพื้นที่ใหม่นั้นต้องดีด้วย คือการกำหนดพื้นที่ขึ้นมาใหม่ในลักษณะพื้นที่เฉพาะที่ทำการผลิตอย่างครบวงจร โรงเรือน โรงบรรจุหีบห่อ ระบบห้องเย็น ศูนย์วิชาการ ตลาดกลาง อยู่บนพื้นที่เดียวกันทั้งหมด โดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด ทุกคนที่มาผลิตเป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่ที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม มีการบริหารจัดการภายในพื้นที่ รัฐบาลก็จะเชิญชวนเกษตรกรให้เข้ามาลงทุนในลักษณะของอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้สามารถพบได้ที่ประเทศจีน ไต้หวัน ซึ่งเป็นการผลิตในเชิงการค้าอย่างแท้จริง ประเทศไทยเองก็มีการพูดคุยเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ทำให้ต่างประเทศที่ผลิตดอกไม้ตามหลังเรามาเร็วมาก
การตลาด
เรื่องของการตลาด ถ้าต้องการให้ตลาดรู้จักเพิ่มมากขึ้น การประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
การสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดตั้งเรือนกล้วยไม้โดยเฉพาะ ให้คนมาชมกล้วยไม้รู้สึกชอบกล้วยไม้ มีความรู้สึกคุ้นเคยกับกล้วยไม้ บางท่านมีความประทับใจในความงดงามของกล้วยไม้ อย่างราชนิกูลบางพระองค์เมื่อกลับไปประเทศของตน ยังมีการสั่งซื้อกล้วยไม้เพื่อนำกลับไปใช้ในงานแต่งงาน เราต้องนำเสนอให้ชาวต่างชาติสามารถได้เห็นได้สัมผัส การท่องเที่ยวจึงสามารถเสริมได้อีกอย่างหนึ่ง โดยปัจจุบันมีแผนที่จะทำกับ 10 จังหวัดใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครต้องเอากล้วยไม้เข้ามาเสริมเรื่องการท่องเที่ยว ที่ฮาวาย จะมีเห็นกล้วยไม้ ดาหลา ขิงแดง ทั้งล็อบบี้โรงแรม ตามถนนหนทาง มีดอกไม้เหล่านี้ขายอยู่ทั่วไป ขณะนี้เขาไม่ค้ากันในห้องอย่างเดียว แต่ค้ากันในระบบทางไกล ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถสื่อถึงกันได้รวดเร็ว คนไทยมองว่าตลาดเป็นเพียงที่ซื้อขาย แต่สังคมโลกไม่ได้เห็นเช่นนั้น ตลาดยังเป็นแหล่งขายข้อมูล อีกเรื่องคือสื่อโฆษณา เราเน้นหนักเรื่องการจัดแสดง แต่เรื่องการทำสื่อโฆษณาในต่างประเทศเรายังโฆษณาน้อย เทคโนโลยีเราพอใช้ได้ การบริหารจัดการยังมีปัญหา และยังเข้าถึงตลาดไม่ดี นี่เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันระดับประเทศ
เรื่องของศูนย์กลางกล้วยไม้แห่งชาติ ถ้ามีการส่งเสริมการตลาดจะทำให้คนเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ศูนย์กล้วยไม้ที่เราหวังคือ การเป็นศูนย์ข้อมูล ปัญหาคือเราไม่ค่อยมีข้อมูล การเป็นศูนย์ข้อมูลต้องมีข้อมูลกล้วยไม้ทั้งหมดของโลก และบริการข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกันต้องมีการอบรมสาธิตและรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ ต้องพัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญมากขึ้น สร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาผลิตกล้วยไม้ได้อย่างมีวิชาการ รู้เทคโนโลยี บริหารจัดการเป็น มีองค์ความรู้เรื่องการตลาด
ทำระบบโลจิสติกส์ให้เป็นรูปธรรม
อีกเรื่องที่ต้องทำให้ได้คือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การลำเลียง การขนส่ง ตรงนี้เป็นปัญหามากแต่ปัญหาโลจิสติกส์นี้ไม่ใช่มีปัญหาแค่กล้วยไม้ สินค้าทุกชนิดประเทศไทยมีจุดอ่อนด้านนี้ ตราบใดที่เรายังไม่แก้ระบบโลจิสติกส์ตรงนี้จะลำบาก ตอนที่จีนเกิดขึ้นมายูนนานปลูกไม้ดอกไม้ประดับเป็นหมื่นไร่ จุดอ่อนจีนขณะนั้นคือ คุณภาพไม่ดี พันธุ์ใหม่ไม่มี ตอนนี้เอาต่างประเทศมาร่วมพัฒนา เขาวางแผนว่าจะเพิ่มเที่ยวบินในการขนส่ง และเพิ่มการท่องเที่ยว ขณะนี้เขาก็เพิ่มจริง ทำระบบโลจิสติกส์ให้เป็นรูปธรรม นี่คือ สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อสนองตอบลูกค้าให้เราไปถึงเป้าหมาย
รัฐบาลปล่อยกู้ ปลอดดอกเบี้ย 3-5 ปี
โครงการนี้ก็คือว่า ในทุกกิจกรรมโครงการเหล่านี้จะรองรับให้เกษตรกรและเอกชนเข้าสู่กระบวนการในลักษณะก็คือ ตั้งกลไกลักษณะเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย เพื่อที่จะสนับสนุนการทำนิคมในการปรับปรุงแปลงผลิต การศึกษาวิจัย ปลอดดอกเบี้ย 3-5 ปี เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถนำเงินกู้มาปรับปรุง พัฒนา มีการปรับฐานการกู้เพื่อที่จะสามารถลงทุนต่อไร่ได้ ว่าไร่หนึ่งถ้ามีการปรับปรุงต้องใช้ต้นทุนการผลิตเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเงินที่ประเมินโครงการทั้งหมด 1,000 ล้านบาท กว่าครึ่งเป็นการให้กับผู้ประกอบการทั้งหมดเข้ามาใช้ในการลงทุน ถ้ามองเป็นแนวคิดการผลักดันกล้วยไม้ 10,000 ล้านบาท ในเงื่อนไขที่ว่า ทุกคนเข้าร่วมกันและทุกคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ จากเดิมที่ไม่มีการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ต่อจากนี้ไปต้องมีการนำเสนอถึงท่าน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอในที่ประชุม ครม. ถ้าผ่านการอนุมัติก็จะเริ่มการผลักดันโครงการนี้ โดยแบ่งกิจกรรมให้มีการร่วมกันทำ
จากการสัมมนาในครั้งนี้คุณโอฬารได้ทิ้งท้ายไว้ว่า แผนทั้งหมดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในวงการกล้วยไม้และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐและเอกชนร่วมมือกันทำแล้วจะสำเร็จ คำว่า “บูรณาการ” เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าสำเร็จได้แค่ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องมีการร่วมกันทำและทำอย่างจริงจัง ปี 2553 ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่นั่นคือ การที่เราพยายามแก้ไขปัญหาด้วยความทุ่มเทเพื่อให้เกิดผล กล้วยไม้เป็นพืชที่ค่อนข้างทำยาก อนาคตข้างหน้ามีการแข่งขันกันสูง แต่ถ้าทำแล้วเกิดความมั่นคง เราจำเป็นต้องทำสิ่งที่ยาก ดีกว่าทำสิ่งที่ง่ายแล้วไม่แน่นอน
*ส่งออกดอกไม้มา 2 ทศวรรษ อยากให้ต่างชาติรู้จักกล้วยไม้ไทยมากกว่านี้
คุณอภินันท์ บุณยรัตพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ บริษัท เอส.บี. กรีน จำกัด ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบริษัทและการส่งออก กล้วยไม้ของประเทศไทยไว้ว่า บริษัท เอส.บี. กรีน จำกัด ดำเนินการส่งออกไม้ดอก ไม้ประดับมากว่า 20 ปีแล้ว ไปยังต่างประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดหลักๆ คือ ยุโรป ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สเปน ฯลฯ สินค้าหลักที่บริษัทได้ส่งออกคือ กล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆ เช่น หวาย แวนด้า แอสโคแซนด้า แคทลียา ออนซิเดียม ฟาแลนนอปซีส เป็นต้น
การคัดเลือกสายพันธุ์ เพื่อการส่งออก
“เราต้องทราบว่าในต่างประเทศนั้น จะซื้อกล้วยไม้ให้เป็นของกำนัลในช่วงเทศกาลต่างๆ ดังนั้น สีสันและขนาดของกล้วยไม้จึงมีความสำคัญมาก เราต้องรู้ว่าแต่ละประเทศชอบกล้วยไม้ที่มีสีและขนาดของต้นเท่าใด เช่น ประเทศในแถบทวีปอเมริกา จะชอบดอกกล้วยไม้ที่มีสีเข้ม ลำต้นใหญ่ ดอกโต และถ้ามีกลิ่นหอมก็จะยิ่งดี ประเทศในแถบยุโรป ชอบกล้วยไม้ที่มีโทนสีธรรมดา ลำต้นขนาดกลาง ออกดอกบ่อย ครั้งละหลายๆ ช่อ ดอกไม่จำเป็นต้องใหญ่มาก ประเทศญี่ปุ่น จะชอบกล้วยไม้ที่มีหลากสีในดอกเดียวกัน เช่น สีชมพู หรือสีแดงอ่อนๆ ขนาดของดอกจะเหมือนกับทางยุโรป และชอบกล้วยไม้ที่มีลักษณะแคระ” คุณอภินันท์ แนะนำ
ข้อแนะนำให้แก่ผู้ที่จะเริ่มผลิตกล้วยไม้มีปัจจัยสำคัญคือ การผลิตกล้วยไม้ต้องมองที่ความแตกต่างหรือจุดเด่น การผลิตกล้วยไม้ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การผลิตในจำนวนที่ตลาดต้องการ
สุดท้ายคุณอภินันท์ บุณยรัตพันธุ์ ได้ฝากไว้ว่า ที่ผ่านมาต่างประเทศรู้จักกล้วยไม้ไทยน้อยมากเพราะผู้ที่ประชาสัมพันธ์เป็นเพียงการโฆษณาของภาคเอกชนเพียงลำพัง ทั้งนี้ ก็เพื่อการส่งออก ดังนั้น ภาครัฐควรจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้นานาประเทศได้เข้าใจและเข้าถึงคำว่า กล้วยไม้ไทย ให้มากที่สุด เวลาที่ผู้บริโภคตามประเทศต่างๆ ต้องการซื้อกล้วยไม้ คนเหล่านั้นจะได้รู้อย่างแท้จริงว่าต้องการต้นกล้วยไม้ประเทศใด และที่สำคัญก็คือเป็นกล้วยไม้มาจากประเทศไทย เป็นการสร้างยี่ห้อสินค้าที่เราควรจะต้องรีบกระทำ เพื่อให้ทั่วโลกได้ยอมรับกล้วยไม้ไทยโดยเร็ว
หน้า 74
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 407
เทคโนฯสัมมนา
สัมมนากล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก (ตอนที่ 3) กล้วยไม้ที่ตลาดโลกต้องการ
*จิรวรรณ บุญช่วยสุวรรณ
พนิดา อ่อนสา
อาทิตย์ โชติวิริยวาณิชย์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ดร.เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ สำนักงานส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการชี้เป้าหมายที่จะพัฒนาการส่งออกกล้วยไม้ไทย ซึ่งจะได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ยาก เพราะส่วนใหญ่แล้วเราจะขาดข้อมูลเรื่องการตลาด ในการที่เราจะผลิตกล้วยไม้ หรือส่งออกกล้วยไม้ เราต้องรู้จัก รู้เขารู้เรา ขอยกตัวอย่าง เช่น ญี่ปุ่น ผลิตรถมาขายให้ประเทศไทยและเป็นที่นิยม ก็เนื่องจากว่าญี่ปุ่นมีงานวิจัยความต้องการรถยนต์ว่าคนไทยชอบแบบไหน เพราะฉะนั้นออกมารุ่นไหนจึงขายดีหมด ในญี่ปุ่นยังไม่เท่าเมืองไทย นี่คือรู้เขารู้เรา แล้วอีกตัวอย่างหนึ่งคือ เวียดนาม ซึ่งมีแผนดูเหม่ย เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ภายใน 5 ปี จะส่งออกข้าวให้ได้ 5 ล้านตัน ปัจจุบันนี้ทำได้ตามเป้าแล้ว ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่เราจะได้รู้ว่าอเมริกา ยุโรป หรือเอเชียมีความต้องการอย่างไร
ดร.เศรษฐพงศ์ กล่าวว่า จากที่ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไม้ดอกไม้ประดับมานั้นมีค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะเรื่องของกล้วยไม้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นได้จากศุลกากรของประเทศต่างๆ
การนำเข้า-ส่งออก ของแต่ละประเทศ
ในปี 2548 ตัวเลขจาก UNCOMTRADE มูลค่า 531,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้สดซึ่งมีถึง 40% ต้นกล้วยไม้อื่นๆ 36% ไม้หัว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ 7% ใบและกิ่งไม้สด 6% เมล็ดพันธุ์ไม่ถึง 1% ในการส่งออกเรามีส่วนแบ่งตลาดกับหลายประเทศ
จากข้อมูลการส่งออก เนเธอร์แลนด์ 51% คิดเป็นมูลค่า 270,000 ล้านบาท โคลัมเบีย 6.9% คิดเป็น 36,000 ล้านบาท อิตาลี 4.9% มูลค่า 26,000 ล้านบาท ส่วนประเทศอื่นๆ เฉลี่ยประเทศละ 0.7% จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีมูลค่าการส่งออก 10,000 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ลำดับที่ 11 ของโลก นั่นคือ สเปน ส่วนประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 16 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 0.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของโลก ยังมีประเทศในแถบเอเชียอื่นๆ อย่างเช่น จีน เป็นลำดับที่ 18 ไต้หวัน ที่ 19 อินเดีย ที่ 20 มาเลเซีย ที่ 25 สิงคโปร์ ที่ 30 อินโดนีเซีย ที่ 41 ฟิลิปปินส์ ที่ 66 ลดหลั่นกันลงมา จาก 134 ประเทศ ของผู้ส่งออกทั้งหมด ที่สำคัญคือตอนนี้อินเดียที่ถึงแม้จะมีตัวเลขค่อนข้างน้อย คือ 0.5% แต่มูลค่าการเจริญเติบโตอยู่ที่ 46.5% การเพิ่มขึ้นต่อปีสูง
ในส่วนของการนำเข้าลูกค้าหลักๆ ของประเทศไทยอันดับ 1 คือ เยอรมนี มีสัดส่วนการนำเข้า 18.5% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง รองลงมาเป็นสหรัฐอเมริกามี 12.4% คิดเป็นเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท ต่อปี ต่อมาเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และรัสเซีย ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้าไม้ดอกไม้ประดับไม่ถึง 10,000 ล้านบาทแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือแต่ละประเทศที่นำเข้าไม้ดอกไม้ประดับของไทยมีเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นมาก เช่น รัสเซีย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 33% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง จีนก็มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 32% เกาหลี เพิ่มขึ้น 23% เยอรมนี เพิ่มขึ้น 21% สหรัฐอเมริกา 21% และอีกหลายๆ ประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในด้านการตลาดไม้ตัดดอกไม้ดอกไม้ประดับของประเทศไทย
ตลาดดอกไม้สด
ทวีปที่ส่งออกมีทวีปแอฟริกา เอเชีย ยุโรป ละตินอเมริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ประเทศแถบแคริบเบียน และโอเชียเนียเป็นประเทศในแถบหมู่เกาะเอเชียแปซิฟิก
ทวีปที่มีการส่งออกไม้ตัดดอกมากที่สุดก็คือ ยุโรป ซึ่งมีถึง 90% ก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ รองลงมาก็คือ แอฟริกา เคนยา ซิมบับเว ถึงแม้จะเป็นประเทศในแถบแอฟริกาแต่ว่าการส่งออกไม้ตัดดอกไปยุโรปก็มีปริมาณที่สูง เพราะแถบนั้นมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ยุโรป ถือว่าเป็นทวีปที่เป็นกลุ่มผู้นำการตลาด การจำหน่าย และก็การนำเข้าไม้ตัดดอก ซึ่งในทวีปยุโรปมีการซื้อขายภายในทวีปสูงมากถึง 96% คิดเป็นเงินกว่า 130,000 ล้านบาท แต่ยุโรปก็มีการนำเข้าถึง 72% ประเทศที่นำเข้ามากที่สุดของยุโรปมีประเทศอังกฤษ นำเข้า 24% เยอรมนี 23% เนเธอร์แลนด์ 16% ฝรั่งเศส 12%
ดอกไม้ที่นิยมในการซื้อขายกันในยุโรป อันดับ 1 คือ กุหลาบ คิดเป็น 26% เบญจมาศ 11% ทางยุโรปส่งออกคาร์เนชั่น 5% กล้วยไม้ 2.7% และแกลดิโอลัส 0.4% ส่วนดอกไม้ที่นำเข้าก็มีกุหลาบ 31% เบญจมาศ 8% คาร์เนชั่น 7.4% กล้วยไม้ 2.8%
ในส่วนของพวกไม้ประดับแบ่งเป็นโซนหรือภูมิภาค ยุโรปเองก็เป็นภูมิภาคที่ส่งออกไม้ประดับมากที่สุดของโลกอีกเช่นกัน มีมูลค่าถึง 169,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าทั้งหมดคือ 190,000 ล้านบาท ซึ่งยุโรปมีทั้งส่งออกและนำเข้ามากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นตลาดใหญ่ ถ้าจะเจาะเข้าไปจึงน่าจะมีโอกาสมาก
สถานการณ์กล้วยไม้
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ส่งออกดอกกล้วยไม้มากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน 43% มูลค่าการส่งออกประมาณ 3,300 ล้านบาท ประเทศไทยเป็นลำดับที่ 2 คิดเป็น 34% มูลค่าการส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เมื่อมาดูมูลค่าในด้านการแข่งขันยังห่างกันมาก แต่ว่าถ้าประเทศอื่นๆ เพิ่มมูลค่าการส่งออกปีละ 20-30% ก็จะมีโอกาสสู้เราได้ แต่ถ้าเราอยู่ในสถานะที่สามารถเพิ่มขึ้นได้แล้วก็จะใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์
ขณะนี้เนเธอร์แลนด์จะเน้นเรื่องกล้วยไม้เมืองหนาวซิมบิเดียม ส่วนไทยจะเน้นกล้วยไม้ตระกูลหวาย ม็อกคาร่า กล้วยไม้เมืองร้อน ในส่วนของประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2% แต่ในส่วนของเนเธอร์แลนด์ลดลงจากเดิม 9-10% และปี 2549 สิงคโปร์ผลิตกล้วยไม้ได้น้อยกว่าไทยแต่ขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ช่อยาวต่างๆ จึงมีเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง 7.5% ในตลาดโลก เนื่องจากกล้วยไม้ของไทยมีทั้งดีและไม่ดีจึงทำให้ชื่อเสียงไม่ดีนัก สู้สิงคโปร์ที่ทำปริมาณน้อยแต่มีคุณภาพสูงไม่ได้ จะเห็นได้ว่าตรงนี้สามารถสร้างชื่อเสียงได้ ซึ่งสิงคโปร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 20.6% จากปีที่แล้ว
กล้วยไม้ไทยในตลาดโลก
การส่งออกกล้วยไม้ของประเทศไทยส่งออกไปหลากหลาย ซึ่งตลาดหลักของเราคือ ญี่ปุ่น มีมูลค่ากว่า 900 ล้านบาท จากทั้งหมด 2,500 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้วญี่ปุ่นติดลบมูลค่าการจำหน่ายลดลง 6% ส่วนทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 6% ของมูลค่าทั้งหมด และอิตาลีเพิ่มเป็น 10%
จีนเป็นตลาดที่มีการขยายตัวสูงมากเมื่อเทียบจากปีที่แล้ว แต่ก็ยังเป็นตลาดกล้วยไม้ของเราที่ราคาถูกที่สุด ถ้าเฉลี่ยราคาดอกกล้วยไม้ที่เราจำหน่ายทั่วโลก ประมาณ 110 บาท ต่อกิโลกรัม กิโลกรัมละประมาณ 30 ช่อ จีน ประมาณ 34 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ที่ราคาสูงก็คือ ญี่ปุ่น 200 บาท ต่อกิโลกรัม สหรัฐอเมริกา ประมาณ 150 บาท ต่อกิโลกรัม ประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการส่งออกเพิ่มขึ้นก็คือ ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นประมาณ 16.5%
การส่งออกกล้วยไม้จากนิวซีแลนด์คือกล้วยไม้ประเภทซิมบิเดียม เป็นกล้วยไม้เมืองหนาว ส่งออกประมาณ 28 ประเทศ มีมูลค่าการส่งออกประมาณกว่า 500 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี
สิงคโปร์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่ากลัว ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 567 ล้านบาท ส่งไปประเทศญี่ปุ่นตลาดเดียวกันกับไทย ในตลาดออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา กรีก แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ไทยยังไม่มีการส่งออกมากนัก
ส่วนตลาดนำเข้ากล้วยไม้นั้น ญี่ปุ่นอันดับ 1 มีสัดส่วน 30% แต่ลดลงจากปีที่แล้ว 25% คิดมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จากทั้งหมดกว่า 7,000 ล้านบาท ประเทศที่มีการซื้อดอกกล้วยไม้เพิ่มขึ้นคือ อิตาลี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา (เพิ่มขึ้น 22%) ไอซ์แลนด์ (เพิ่มขึ้น 67%) และทั้งหมด 34 ประเทศ
ตลาดอันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น มีการนำเข้าดอกกล้วยไม้จากประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ถือว่าเป็น 54% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งมากกว่าครึ่ง รองลงมาคือ ไต้หวัน นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน เนเธอร์แลนด์ และเวียดนาม ซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยส่งออกดอกกล้วยไม้สดได้เป็นอันดับ 1 และทิ้งช่วงห่างจากคู่แข็งค่อนข้างเยอะ ตลาดอันดับ 2 คือ อิตาลี นำเข้าจากประเทศต่างๆ 18 ประเทศ มีมูลค่า 1,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49% นำเข้าจากประเทศไทยประเทศไทยมากที่สุด รองมาเป็นเนเธอร์แลนด์ 48%
ในส่วนของฝรั่งเศสนำเข้าจาก 17 ประเทศ มูลค่า 826 ล้านบาท นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์อันดับ 1 มีสัดส่วน 94.3% เป็นมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท รองมาเป็นเบลเยียม และประเทศไทย
มูลค่าการนำเข้าดอกไม้สดของเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญเดิมของเรา ตอนนี้เราจำหน่ายลดลง ถ้าเราสามารถคืนตลาดได้นี่จะเป็นตลาดใหญ่ของไทย ในตอนนี้สหรัฐอเมริกานำเข้าดอกกล้วยไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท รองลงมาเป็นประเทศไทย 200 ล้านบาท ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดหลักของประเทศและเราก็ยังเป็นผู้นำอยู่
ในส่วนของกล้วยไม้ต้นมีข้อมูลน้อยมาก เท่าที่ได้มาก็จะมีของไต้หวัน ไทย จีน สิงคโปร์ เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่ได้มาจากแต่ละประเทศ ประเทศที่ส่งออกกล้วยไม้ต้นมากที่สุดคือ ไต้หวัน 1,000 กว่าล้านบาท และประเทศไทย 430 ล้านบาท จีน 84 ล้านบาท และสิงคโปร์ 5.8 ล้านบาท
จะเห็นว่าไต้หวันพัฒนาเรื่องฟาแลนนอปซีส และมีการส่งออกอันดับหนึ่งคือฟาแลนนอปซีส ไต้หวันส่งกล้วยไม้ไป 48 ประเทศ 1,897 ล้านบาท ส่งไปญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก ฮ่องกง แคนาดา ต่างๆ มากมาย ญี่ปุ่น 28.5% สหรัฐอเมริกา 27% เกาหลีใต้ประมาณ 21% เป็นต้นกล้า 13.6% เป็นที่โตแล้วคิดจากมูลค่า 56% มากที่สุดคือต้นฟาแลนนอปซีส ต้นซิมบิเดียม18% และออนซิเดียมอีก 1%
ส่วนไทยเองจะมีส่งออกตลาดญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ เดนมาร์ก ฮ่องกง แคนาดา เวียดนาม เปอร์โตริโก ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ ก็จะเห็นได้ว่ามูลค่าของไทยเอง 430 ล้านบาท ไปญี่ปุ่น 31% สหรัฐอเมริกา 16% ส่วนใหญ่แล้วตลาดค่อนข้างที่จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ญี่ปุ่นลดลง 6.3% สหรัฐอเมริกา 10.9% เนื่องจากค่าเงินเนเธอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 12% เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 30% เดนมาร์ก เพิ่มขึ้น 100% อินโดนีเซีย ก็เพิ่มขึ้น 147% จากปีที่แล้ว นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้นซึ่งพยามจะหามาให้เห็นว่ากล้วยไม้ไทยไม้ตัดดอกเป็นอันดับหนึ่ง
**บ. สหายเกษตรฯ อีกหนึ่งผู้ร่วมพัฒนาวงการเกษตรไทย
หากจะกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ ในวันนี้เราได้พบกับ คุณปฏิวัติ นวลแข ตัวแทนจำหน่ายจาก บริษัท สหายเกษตรเคมีภัณฑ์ จำกัด คุณปฏิวัติเล่าให้เราฟังว่า บริษัท สหายเกษตรฯ มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ในวงการธุรกิจนี้ ผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทจะมีทั้งผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าและส่งออก หากจะมองถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็มีให้เลือกหลากหลายสำหรับสารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งสารสกัดจากสมุนไพรที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ
บริษัทได้ดำเนินการเป็นผู้แทนจำหน่าย โดยจะเน้นในเรื่องคุณภาพ และยึดถือคุณธรรม ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซึ่งก็คือเกษตรกร บริษัท สหายเกษตรฯ ตั้งอยู่บนพื้นฐานการก้าวไปพร้อมๆ กับเกษตรกร เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกล้วยไม้ที่คุณปฏิวัติแนะนำคือ ” ไดคาร์โซล” ใช้กำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากในกล้วยไม้ เป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมท มีฤทธิ์ถูกตัวตาย ใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น ส้ม ส้มโอ กุหลาบ เบญจมาศ กล้วยไม้ และยังมีคุณสมบัติเด่นคือไม่ทำให้เกิดการดื้อยาอีกด้วย
อีกชนิดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ” สไปเดร็กซ์” เป็นสารกำจัดไรศัตรูพืช มีคุณสมบัติป้องกันและกำจัดไรขาวในพริก ไรแดงส้ม ไรกำมะหยี่ในลิ้นจี่ และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้คือ จะไม่เป็นพิษต่อแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช จะทำลายเฉพาะกับแมลงที่เป็นศัตรูเท่านั้น จัดเป็นการทำงานที่เจาะจงต่อตัวศัตรูพืช
และอีกชนิดที่อยากแนะนำในวันนี้คือ สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถผสมกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยทางใบ จะช่วยให้สารเคมีกระจายตัวได้ดีขึ้น สามารถดูดซึมเข้าต้นพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังไม่มีพิษต่อสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ
ถือว่าบริษัทนี้เป็นมิตรกับเกษตรกรสมชื่อจริง อีกทั้งยังมีตัวแทนที่เป็นกันเองสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี
หากผู้อ่านท่านใดสนใจในผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ ที่บริษัท สหายเกษตรเคมีภัณฑ์ จำกัด 1144-1116 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ หรือ โทร. (02) 434-2386
หน้า 69
วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 408
เทคโนฯ สัมมนา
สาธิณี จองเดิน และ ภราดร เทพพานิช
สัมมนากล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก (ตอนที่ 4) กล้วยไม้ที่ตลาดโลกต้องการ
ในงานสัมมนากล้วยไม้ 10,000 ล้าน นั้น มีการพูดถึงการปลูกกล้วยไม้ว่า ทำอย่างไร จะส่งออกให้ได้เป็นหมื่นๆ ล้าน ผู้ที่ส่งออกอย่าง คุณเจตน์ มีญาณเยี่ยม จึงได้นำเอาประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาพูดคุยกับผู้เข้าร่วมในงาน นับว่าน่าสนใจ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ในการสัมผัสและได้ค้าขายกับต่างประเทศ กว่า 30 ประเทศ ที่ทำการค้าร่วมกันนั้น ทำให้คุณเจตน์ได้รู้ว่า การรู้เขารู้เรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ ซึ่งทั้งนี้ในการค้าขาย มีการสอบถามหรือการเข้าถึงความต้องการของลูกค้า หรือความนิยมชมชอบของตลาดให้ได้ว่าเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจทั้งตลาด และลูกค้าว่าสิ่งที่เค้าต้องการนั้นคืออะไร เพื่อที่จะได้เข้าถึงให้มากที่สุด
ลักษณะความต้องการกล้วยไม้ของลูกค้าในต่างประเทศนั้น คุณอภินันท์ บุญรัตนพันธ์ จากบริษัท เอสบี กรีน บอกว่า ความต้องการก็เหมือนกันกับบ้านเรา คือซื้อไปเพราะความสวยงามและบางกลุ่มก็ซื้อไปสะสม นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเทศกาลไหน อย่างวันคริสต์มาส หรืองานรื่นเริงต่างๆ อย่างงานปาร์ตี้โดยในแต่ละสัปดาห์ก็จะเวียนกันจัดตามแต่ละบ้าน เรียกได้ว่าแทบจะทุกเทศกาล ซึ่งต่างประเทศจะจัดบ่อยมาก ของขวัญจึงนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีให้แก่กัน ถือว่าเป็นธรรมเนียม ดังนั้น ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของต่างประเทศก็คือ ตลาดของการให้ของขวัญ ซึ่งของขวัญที่เขาจะซื้อให้กันนั้น ราคาก็ไม่สูงนัก แต่มันต้องเป็นของที่มีคุณค่า กล้วยไม้จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำไปเป็นของขวัญ เพราะต่างประเทศเขามองว่า กล้วยไม้เป็นของที่มีคุณค่าในตัวเอง และราคาก็อยู่ในระดับที่เขาสามารถจับจ่ายได้โดยไม่ลำบากใจ
ส่วนกล้วยไม้ในตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ๆ ก็มีประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และทางแถบยุโรป ซึ่งการคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ของสหรัฐอเมริกา จะชอบต้นสูงใหญ่ โทนสีเข้ม ดอกโต มีกลิ่นได้ยิ่งดี ในเรื่องของสินค้าทางสหรัฐอเมริกาจะไม่ค่อยมีปัญหา มีอะไรมาก็รับหมด ถ้าเป็นกล้วยไม้สีอ่อนๆ จะไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นไม้แปลกๆ อย่าง ไม้ลาย ไม้ด่าง ไม้พวกนี้ทางสหรัฐอเมริกาจะชอบมากเป็นพิเศษ ทางด้านยุโรป จะชอบต้นขนาดกลางไม่ใหญ่มาก เมื่อเวลาเข้าตลาดการประมูล ซึ่งสามารถที่จะเข็นรถเข้าไปได้เลย ยิ่งรถที่มีการซ้อนของชั้นกล้วยไม้จำนวนน้อยชั้น กล้วยไม้เหล่านี้ก็จะยิ่งขายได้ราคาดี ส่งขายได้มากขึ้น เพราะไม่ช้ำและเสียรูปมากนัก ที่ยุโรปจะค่อนข้างชอบกล้วยไม้สีโทนธรรมดา ไม่ค่อยมีอะไรผิดแปลก จะเน้นแบบซ้ำๆ เดิมๆ อยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากว่าแถบยุโรปเป็นพวกหัวเก่า ไม่ค่อยชอบที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ ส่วนทางญี่ปุ่นนั้น ก็มีการนำเข้ากล้วยไม้จากบ้านเราเป็นจำนวนมาก คุณอภินันท์ บอกว่า ตอนนี้นักผสมพันธุ์กล้วยไม้จะเอาใจตลาดญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ญี่ปุ่นจะชอบไม้แคระ มีสีสันที่หลากหลาย ซึ่งตลาดของที่นี่จะเป็นตัวที่ทดสอบกล้วยไม้แบบต่างๆ เพราะญี่ปุ่นชอบความแปลกใหม่ ดังนั้น เมื่อมีกล้วยไม้ใหม่ๆ ก็จะส่งไปให้ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ก็จะเน้นออกไปทางสีหวานๆ ในตอนนี้กระแสกล้วยไม้ของบ้านเราก็จะเอนไปในแนวทางเดียวกันกับทางญี่ปุ่น
นอกจากนี้ การวางแผนการผลิตล่วงหน้าก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละประเทศจะมีช่วงเวลาในการนำเข้าไม้ที่แตกต่างกัน อย่างทางยุโรปจะไม่ต้องการกล้วยไม้ในช่วงหน้าร้อน เนื่องจากจะเป็นช่วงที่คนในประเทศจะเที่ยวกันหมด ส่วนทางญี่ปุ่นนั้นก็จะไม่รับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน กรกฎาคม สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นสามารถที่จะรับได้ค่อนข้างจะตลอดปี ซึ่งการที่เราทราบข้อมูลของแต่ละประเทศนั้นจะช่วยลดความผิดพลาดในเรื่องต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้มาก
สิ่งที่น่าจับตามอง
คุณอภินันท์ ให้ข้อแนะนำไว้ว่า ไม่เพียงแต่คู่ค้าประเทศใหญ่ๆ เท่านั้นที่เราจะให้ความสำคัญ แต่ควรที่จะจับตามองตลาดคู่แข่งที่สำคัญในอนาคตไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และเม็กซิโก อย่างที่ประเทศจีน จะเน้นการผลิตที่ตัวของปริมาณเป็นหลัก คือมากไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้หนักถ้าจะผลิตแข่ง นอกจากนี้กล้วยไม้อย่าง ฟาแลนนอปซีส จีนได้ส่งเข้าไปยังยุโรปและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดผลเสียในด้านของราคา คุณอภินันท์ยังบอกอีกด้วยว่า ไม่น่าจะเกิน 2 ปี ตลาดของฟาแลนนอปซีสในยุโรปจะปั่นป่วนจากเหตุการณ์นี้ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดเช่นนี้นั้นจึงทำให้ทางสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีการจับมือร่วมกันที่จะปกป้องตลาดตัวนี้ไม่ให้เกิดผลกระทบได้ ส่วนตลาดที่น่าจับตามองอย่าง เวียดนาม อินเดีย ปากีสถานนั้น ก็เริ่มมีการมาซื้อพ่อและแม่พันธุ์จากไทยนำเข้าไปผลิต เพื่อใช้ในทางตัดดอกแต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในอีกส่วนที่ประเทศเหล่านี้เริ่มจะมาเป็นคู่แข่งกับไทยก็คือเทคโนโลยีบางอย่างที่สูงกว่าของเรา ดังนั้น ประเทศคู่แข่งเหล่านี้จึงพยายามที่จะขอซื้อวิธีการ หรือแม้กระทั่งซื้อตัวคนและแรงงานไทย เพื่อไปทำให้กับเขาในราคาตกลงตามความต้องการของเราเลย แต่เมื่อคิดในแง่ของผลประโยชน์ในระยะยาวแล้วมันได้ไม่คุ้มกับเสีย โดยคุณอภินันท์บอกว่าเขาไม่สนับสนุนและค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวอยู่บ้างกับความคิดที่ต่างประเทศเสนอมาให้นั้น แต่เป็นการเห็นแก่ตัวเพื่อคนไทยเราเอง เราจะยอมให้ต่างชาติมารู้อะไรต่างๆ มากกว่าเรา เพื่อนำไปเป็นข้อได้เปรียบนั้นคงจะไม่ได้ มีชาวไทยหลายคนที่ลงทุนกับต่างชาติโดยมีกล้วยไม้เป็นของไทยเราเอง แต่แบรนด์ของตัวสินค้ากลับกลายเป็นว่าเป็นชื่อของประเทศอื่น ซึ่งตรงนี้คุณอภินันท์มองว่าคนไทยไม่ได้เครดิตอะไรเลย อย่างประเทศในแถบเอเชียเราเองที่หลายๆ คนบอกว่าดีนั้น ก็รับกล้วยไม้จากไทยไป แล้วค่อยไปเปลี่ยนเอกสารจากของไทยเป็นชื่อประเทศของเขาเองเลย คุณอภินันท์บอกว่าที่เน้นหนักในเรื่องนี้มากนั้นก็เพราะไม่อยากให้คนไทยเสียโอกาส อีกทั้งในเรื่องที่ควรใส่ใจอย่างสินค้าที่มีคุณภาพและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้านั้นก็เป็นสิ่งที่ฝากไว้ว่าไม่ควรลืม
เทคนิคจากผู้มากด้วยประสบการณ์
การจะส่งออกกล้วยไม้ให้ดี ผู้ผลิตจะต้องผลิตให้ได้คุณภาพ วางแผนล่วงหน้าให้ดี สร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาคุณภาพให้ได้ ซึ่งเทคนิคที่ได้จากผู้ที่มากด้วยประสบการณ์เหล่านี้อาจเป็นส่วนช่วยเสริมให้สามารถที่จะนำไปพัฒนากล้วยไม้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้
จากคำบอกเล่าของ ดร.เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ บอกว่า แม้ว่าตอนนี้ประเทศเราจะยังคงเป็นผู้นำการผลิตกล้วยไม้อยู่ แต่เราต้องรักษาสถานภาพนี้ไว้ให้ได้นานและทำให้ยั่งยืนที่สุด อีกทั้งยังต้องช่วยกันพัฒนาวงการกล้วยไม้กันไปอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของหลายๆ ฝ่ายร่วมกัน เพื่อพัฒนากล้วยไม้ของเราให้มีคุณภาพ และสามารถที่จะสร้างแบรนด์เนมของเราขึ้นมาเองได้
ส่วนของ คุณเจตน์ มีญาณเยี่ยม นายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้นั้น ได้เน้นในเรื่องของการผลิตตามอย่างที่ตลาดต้องการ แม้ว่ากล้วยไม้โทนสีของบ้านเราจะหวานๆ แต่เราก็ต้องมุ่งเน้นให้ดีว่าตลาดใดที่จะทำเพื่อผลิตขายส่งออก จุดนี้จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรสังเกต สำหรับราคาในตลาดโลกนั้นก็ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เพราะมีความแตกต่างกันออกไป จำเป็นที่จะต้องคิดว่าขายอย่างไร เพื่อให้ได้กำไร ส่วนการคิดที่จะลดต้นทุนนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากค่าแรงก็เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงต้องหาสินค้าที่ใหม่ๆ มาเพื่อลบล้างไปทางราคาแทน นอกจากนี้ ก็ควรจะสร้างระบบทั้งภาคการผลิต และการส่งออกให้ดี และคุณเจตน์ก็ฝากบอกมาว่า ถ้าเป็นไปได้ ในการที่จะเชื่อมวางแผนค้าขายร่วมกันนั้น จะทำให้เกิดผลดีและยั่งยืนต่อไป
สำหรับ คุณอภินันท์ ได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องของโทนสีว่า ถ้าอยากรู้ว่าโทนสีกล้วยไม้ของปีไหนเป็นยังไง ให้สังเกตดูจากหนังสือแฟชั่นของต่างประเทศ ซึ่งจะมีการออกโทนสีของปีหน้าล่วงหน้ามาก่อนที่จะสิ้นปี และกล้วยไม้ก็เป็นของที่ขายล่วงหน้า จึงสามารถที่จะนำเอาโทนสีจากแฟชั่นของแต่ละประเทศมาปรับกับสีของกล้วยไม้ได้อย่างลงตัว
จากประสบการณ์ต่างๆ ที่เหล่าวิทยากรได้นำมาบอกเล่านั้น คงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มในเรื่องของข้อมูลที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการผลิตทุกๆ อย่างก็ขึ้นกับคุณภาพทั้งของกล้วยไม้และทางผู้ผลิตเองเป็นหลัก ที่จะสามารถนำพาเอากล้วยไม้ให้ไปเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
หน้า 65
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 409
เทคโนฯ สัมมนา
สาธิณี จองเดิน และ ภราดร เทพพานิช
สัมมนา กล้วยไม้ 10,000 ล้าน เพื่อการส่งออก (ตอนที่ 5) ผลิตอย่างไร ให้ได้กล้วยไม้ที่ตลาดต้องการ
ควันหลงของงานกล้วยไม้ยังคงมีต่อเนื่องมาถึงตอนนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตอนที่สำคัญอีกเช่นกัน ต่อจากเมื่อตอนที่แล้วในหัวข้อเรื่องของกล้วยไม้ที่ตลาดโลกต้องการ ที่มี หมอเกษตร ทองกวาว หรือคุณประเวศ แสงเพชร เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมกับวิทยากรที่มีความรู้ทั้ง 4 ท่าน
เมื่อมาถึงตอนนี้ ก็ได้ อาจารย์ประทีป กุณาศล ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งนำทัพพาทีมวิทยากรมาอีก 4 ท่าน เช่นกัน ที่มีความรู้ในเรื่องของ “ผลิตอย่างไร ให้ได้กล้วยไม้ที่ตลาดต้องการ” มาพูดคุยกันในงานกล้วยไม้ แม้ผู้อ่านบางท่านที่พลาดโอกาสไม่ได้มาร่วมงาน แต่ที่สำคัญรับรองได้ว่าความรู้จะไปถึงมือผู้อ่านเหมือนเช่นเคย โดยผ่านสื่อตัวหนังสือจากผู้เขียน ถึง “ผู้ที่มีกล้วยไม้อยู่ในหัวใจกันทุกคน”
จากประโยคข้างต้นนั้น ข้าพเจ้าอ้างอิงมาจากคำพูดของ อาจารย์ประทีป กุณาศล นั่นเอง ซึ่งเป็นคำกล่าวต้อนรับของการเริ่มต้นเข้าสู่การสัมมนา ในหัวข้อข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว และวิทยากรที่ได้มาร่วมให้ความรู้ในหัวข้อเรื่องนี้ก็มีหลายท่านด้วยกัน และเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มผู้เลี้ยงกล้วยไม้ ไม่ว่าจะเป็น คุณเย็ณลือชา วีระวัฒนเมธิน เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้มานาน เป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์กล้วยไม้มากมาย มีประสบการณ์การเลี้ยงกล้วยไม้กว่า 40 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นกรรมการสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการสมาคมแคทลียา และกรรมการชมรมรองเท้านารี
คุณมานะ คูเจริญชัยมานที เกษตรกรนักผสมพันธุ์ จากมีพื้นที่ 1 ไร่ ก็กลายเป็น 200 ไร่ กับสวนที่พุทธมณฑล เมื่อครั้งที่เริ่มต้นจากศูนย์มาถึงตอนนี้ รวมระยะเวลาประมาณเกือบ 20 ปีแล้วกับเจ้าของมานะออร์คิดฟาร์ม มีกล้วยไม้ที่ได้จดทะเบียนแล้ว 3 พันธุ์
คุณปานศุข ศรีโพธิ์ เจ้าของ สุภา ออร์คิด แล็บกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมทั้งสวนกล้วยไม้ที่มีพื้นที่ปลูก 500 ไร่ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเกษตรกรนโดยแท้จริง เติบโตมาในแวดวงของเกษตร เรียนจบเกษตร และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และบรรยายพิเศษตามสถาบันต่างๆ อีกด้วย
และท่านสุดท้าย คุณสุวิทชัย แสงเทียน ประธานชมรมเครือข่ายวิสาหกิจกล้วยไม้คุณภาพ ที่ทำงานเพื่อสังคม นอกจากนี้ ยังตั้งกลุ่มเครือข่ายเพื่อพัฒนาผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในราชบุรีจนประสบความสำเร็จ และยังได้เป็นตัวอย่างของกลุ่มที่ประสบความสำเร็จของธนาคารกรุงเทพด้วย
ผสมพันธุ์กันไปเรื่อย ไม่มีวันจบสิ้น
จากการบอกเล่าของท่านแรกคือ คุณเย็ณลือชา ได้บอกว่าตอนแรกยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ ยังไม่ได้เบนเข็มเข้ามาทางด้านเกษตรเต็มตัวนัก เพียงแค่นำเอาเงินโบนัสที่ได้จากการทำงานมาซื้อเป็นต้นไม้หมด ระยะหลังๆ ก็คิดว่า แล้วที่ปลูกเลี้ยงต้นไม้กล้วยไม้มานานเพราะเหตุผลอะไรกันนัก เลยนั่งคิดว่ากล้วยไม้จริงๆ มันขึ้นได้ทั่วทุกประเทศ จึงเกิดความคิดที่จะหาโอกาสเอากล้วยไม้ในแต่ละประเทศมาปรับปรุงพัฒนาพันธุ์กัน ซึ่งคุณเย็ณลือชาก็ยกตัวอย่างของตัวเองให้ดูว่า ตอนแรกเอาแค่แวนด้ามาผสมกับแอสแซนด้า ทำอยู่จากตรงนี้ แล้วก็เริ่มพัฒนาพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมามากมาย จนต่างประเทศเอาไปทำเป็นไม้เศรษฐกิจก็มีมาแล้ว นอกจากนี้ ที่ทำนั้นก็ยังมีการผสมพันธุ์ไม้ข้ามสกุล ซึ่งคุณเย็ณลือชามองว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเลย เพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดถึงกันต่างหาก อย่างการที่กล้วยไม้มี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือเจริญทางข้างกับเจริญทางยอดนั้น คุณเย็ณลือชายังบอกเลยว่าแค่เอาความแตกต่าง 2 อย่างเท่านี้มาผสมกันเอง มาแบ่งโซนกันก็ได้กล้วยไม้หลายชนิดแล้ว เพราะดั้งเดิมก็มีเป็นหมื่นๆ ชนิด ดังนั้น เมื่อเอาแต่ละชนิดมาผสมกันเองใหม่ มันก็เพิ่มความหลากหลายขึ้น
นอกจากนี้ คุณเย็ณลือชา เสนออีกทางเลือกหนึ่งอีกว่า เมื่อลองเปลี่ยนเอาพันธุ์เมืองหนาวมาผสมกับพันธุ์เมืองร้อนดู ผลที่ได้ก็จะเป็นพันธุ์ครึ่งๆ ระหว่างหนาวกับร้อน เมื่อเราอยากให้กล้วยไม้มันเอนไปทางไหน เราก็เอากล้วยไม้ลูกผสมที่ว่าไปผสมกับพันธุ์แท้อีกครั้งหนึ่ง อย่างเช่น เราอยากให้กล้วยไม้มีพันธุ์ออกไปทางแถบร้อน เราก็เอากล้วยไม้พันธุ์ผสมระหว่างเขตร้อนกับหนาวแล้วมาผสมกับพันธุ์ทางแถบร้อนอีกทีหนึ่ง มันก็จะได้หลากหลายขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นไม้ต่างประเทศเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณเย็ณลือชายกตัวอย่างให้เห็นว่า กล้วยไม้ ที่ยุโรปเป็นคนทำนั้น แต่ญี่ปุ่นเพียงแค่ไปซื้อสินค้าตัดล็อตมา แล้วมาพัฒนาต่อเอง ปรากฏว่าปีหนึ่งญี่ปุ่นขายได้เป็นพันๆ ล้าน ถ้าเราจะเอามาเลี้ยงในไทยบ้าง ก็ต้องไปเลี้ยงที่อากาศเย็นอย่างภาคเหนือ แค่คิดก็เหมือนจะลำบากแล้ว แต่สำหรับคุณเย็ณลือชานั้นได้พัฒนากล้วยไม้ประเภทนี้โดยการนำเหลืองจันท์มาพัฒนาซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ได้ดอกที่โตขึ้น เรียกได้ว่ากล้วยไม้นั้นไม่ได้ผ่านอากาศหนาวมาเลยแม้แต่นิด และยังสามารถนำมาเพาะเนื้อเยื่อขายได้ทั่วโลกอีกด้วย
สิ่งที่คุณเย็ณลือชาพูดถึงและเน้นนั้นคือ การรู้จักพัฒนาพันธุ์ เพราะทำอย่างไร มันก็ไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งพัฒนาพันธุ์ได้เยอะ เอากล้วยไม้ตัวนั้นมาลองผสมกับไม้ตัวนี้ ความหลากหลายมันก็เกิดขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากที่คิดว่าทำให้ได้หมื่นล้านนั้นถ้าผสมพันธุ์ไปเรื่อยๆ โอกาสที่ได้มากกว่าหมื่นล้านนั้น ยังสามารถทำได้เลย นี่คือสิ่งที่คุณเย็ณลือชาทิ้งท้ายไว้
สายพันธุ์ใหม่ๆ กับการวางแผนที่ดี
การผลิตอย่างไร ให้ได้กล้วยไม้ตรงกับความต้องการของตลาดนั้น ผู้ที่มีความรู้อย่าง คุณมานะ คูเจริญชัยมานที เกษตรกรนักผสมพันธุ์ บอกว่าสิ่งที่พิจารณาในการผลิตกล้วยไม้นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก เป็นเรื่องของการผลิต ส่วนที่สองเป็นการคัดหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ซึ่งสำหรับคุณมานะนั้นจะเน้นไปที่กล้วยไม้ประเภทสกุลหวาย เลี้ยงไว้เพื่อตัดดอก และรายได้ต่อปีก็นับว่ามีมูลค่ามหาศาล นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณมานะเองที่ได้คนสอนในเรื่องของตลาดไว้ดี จากคำสอนของ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อีกทีหนึ่ง ที่บอกไว้ว่าการตลาดที่ดีนั้น คือการทำให้ลูกค้าซื้อของไปแล้ว อยากกลับมาซื้ออีก ส่วนการตลาดที่ตรงกันข้ามนั้นคือ การตลาดที่ต้องหาลูกค้าอยู่ตลอดเวลา โดยรักษาฐานของลูกค้าเก่าไว้ไม่ได้ คุณมานะนำเอาสิ่งนี้มาปฏิบัติ มากำหนดช่องทางการตลาด จากทิศทางของกล้วยไม้ตัดดอก ที่ปลูกแนวทางเดิมตลอด จำเจ ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถที่จะเลือกกำหนดทิศทางได้เอง เพราะกล้วยไม้ที่ซื้อไปก็แค่นำไปประดับ ตลาดที่ผู้ผลิตทำก็ขายได้แต่ตลาดนี้เพียงอย่างเดียว เมื่อจะนำไปยังตลาดอื่นก็ไม่เหมาะ เนื่องจากกล้วยไม้เองก็ไม่ใช่สิ่งที่บริโภคได้ หลายครั้งที่ต้องปล่อยอำนาจให้อยู่ในมือของผู้ซื้อ ซึ่งผู้ผลิตก็ไม่สามารถที่จะไปกำหนดราคาอะไรได้เลย ถ้าช่วงไหนที่มีการปลูกมาก กล้วยไม้ก็ล้นตลาด จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีการผลักดันออกไป เหมือนเป็นการยัดเยียดให้กับลูกค้า ซึ่งราคาที่ตั้งไว้เดิมก็จะอยู่ไม่ได้เลย ลูกค้าจะบีบราคาลงมาทันที แล้วผลกระทบก็จะส่งต่อไปยังชาวสวน ที่ต้องลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ย ยา ก็ต้องให้มันมีราคาที่ถูกลงตามต้นทุนไปด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ สินค้าก็จะขายไม่ได้ราคาอีกต่อไป เพราะคุณภาพที่หายไปนั่นเอง
ดังนั้น การคัดหาสายพันธุ์ใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถเป็นฝ่ายกำหนดราคาได้เอง คุณมานะบอกว่า “ผมเป็นกล้วยไม้ดีไซน์ มีเงื่อนไขในการลงทุนสูง ลูกค้าย่อมเข้าใจ ซึ่งในต่างประเทศ กล้วยไม้มีศักดิ์ศรี โชว์เพื่อนได้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป แต่การที่เราละเลยพันธุ์ใหม่ๆ มันเลยขาดสีสัน เปรียบเทียบกับเสื้อผ้า ถ้ายังดีไซน์ในแบบเก่าๆ อยู่ ก็ขายไม่ได้ แต่กล้วยไม้เป็นพืช มันอ่อนไหวได้ คนสวนรอให้ดอกไม้น้อยลง ผลผลิตน้อย เพื่อราคาจะได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต่อให้เป็นช่วงเทศกาล แต่ต้นไม้น้อยก็ยังขายได้ หลักของผมคือ ทำกล้วยไม้ให้มีคุณภาพในราคาเหมาะสมตรงนี้เราสามารถผลิตได้”
จาก 1 ไร่ มาเป็น 200 ไร่
ว่ากันด้วยเรื่องของคุณภาพ
แม้ว่าคุณมานะจะแนะนำให้เห็นถึงความสำคัญของการคัดสายพันธุ์ใหม่ๆ แล้วนั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นเทคนิคสำหรับคุณมานะอีกที่ได้บอกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตกล้วยไม้ให้มีคุณภาพแต่อยู่ในราคาที่เหมาะสม ส่วนของการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีนั้นคือ กล้วยไม้ต้องออกดอกได้มากในช่วงเทศกาล ประมาณเดือนเมษายนไปถึงสิ้นเดือนสิงหาคม และอีกครั้งในเดือนธันวาคม เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้มีราคาแพง แต่ถ้าช่วงที่ดอกไม้ถูกก็ต้องกล้าที่จะตัดทิ้ง เพื่อบำรุงต้นให้แข็งแรงและสามารถที่จะไปออกดอกได้อีกในช่วงดอกไม้แพง ต้องมองรายได้รายเหลือเป็นรอบปีแทน นอกจากนี้ ควรที่จะต้องมีการประสานงานและพยายามรักษาพันธสัญญากับบริษัท ซึ่งคุณมานะมองว่าการทำงานเกษตรของบ้านเราทำแบบลักษณะถมทุน จึงบอกว่าคนทำกล้วยไม้ต้องกล้าเปิดสมอง สร้างความรู้จักกับกลุ่มคนมีคุณภาพ เพื่อนำมาปรับปรุงในงานของตนเอง เมื่อมีความรู้และความพร้อมในประสบการณ์ทั้งของตัวเองและจากคนอื่น ไม่นานปริมาณพื้นที่ก็มีการปรับเปลี่ยนจากที่มีอยู่หนึ่งก็ต้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
ผลิตให้ตลาดต้องการ…
ผลิตอย่างตรงไปตรงมา
มาถึงในส่วนของคุณปานศุขนั้นบอกว่า ผลิตอย่างไรให้ตลาดต้องการนั้นง่ายมากเลย
“อะไรที่เขาอยากซื้อเราก็ผลิต เขาไม่อยากซื้อเราก็ไม่ผลิต ส่วนการที่จะเลือกมาผลิตนั้นก็อยู่ที่เราว่าจะเลือก แบบผลผลิตตัดดอกหรือขายต้น” คุณปานศุข ขยายความ
คุณปานศุข บอกว่า ในเรื่องของราคากล้วยไม้นั้นแม้จะลดลงทุกปี แต่บ้านเรามีการผลิตส่งทุกปีเพราะกล้วยไม้ของเราขายได้และดี แต่สิ่งที่เรียกว่าดีนั้น ไม่ใช่เพราะผู้ผลิต แต่เป็นเพราะตัวของกล้วยไม้เองต่างหากที่มีดีในตัว ดังนั้น เมื่อผลิตแล้วก็ขายได้ทุกทีไป มีเท่าไรก็ขายได้หมด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผู้ผลิตจึงไม่ค่อยคำนึงถึงในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพกัน เพราะรู้ว่าผลิตยังไงก็ขายได้
อดีตนั้นเราผลิตกล้วยไม้เพื่อขายส่งออกนอกกันมาก คุณปานศุข บอกว่า คนไทยนั้นหาตลาดเก่ง ไม่ว่าจะเป็นตลาดฮอลแลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และจีน ไทยเราก็ผ่านตลาดเหล่านี้มาแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถรักษาตลาดไว้ได้เลย อย่างในฮอลแลนด์เราก็ทำลายตลาดด้วยเรื่องของการส่งกล้วยไม้ที่มีแมลงไป ส่วนตลาดจีนนั้น ไทยเราชอบเพราะดอกไม้ที่เราเหลือจะทิ้งแล้วนั้นตลาดยังรับไว้ เนื่องจากว่าตลาดของจีนนั้นเป็นตลาดล่าง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือว่าตลาดอื่นๆ ที่เราส่งนั้นเป็นตลาดบนกัน แล้วราคาของตลาดบนที่สูงขึ้นนั้น ไม่ใช่ราคาของกล้วยไม้ แต่เป็นราคาของแรงงาน จึงลำบากที่จะทำให้เราได้กำไร เมื่อเรามุ่งไปที่ตลาดล่างเพื่อหวังจะได้กำไรจากดอกไม้ที่เหลือนั้นก็ไม่สามารถทำได้อีก เนื่องมาจากตลาดบนมันบีบในเรื่องของราคาไว้แล้ว ดังนั้น จึงไม่สามารถดึงราคาของตลาดล่างให้สูงได้เช่นกัน
เพิ่มจากพันไร่เป็นหมื่นไร่นั้นทำได้
แต่เป้าจริงๆ เราจะเพิ่มอะไร
จากสามพันล้านบาทนั้นมาจากกล้วยไม้ตัดดอก 2,500 และอีก 500 นั้น มาจากการขายต้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่บ้านเราสนใจไปเพิ่มของหนัก ซึ่งของหนักที่ว่านี่คือ จากพื้นที่พันไร่ไปเป็นหมื่นไร่แทน ส่วนการเพิ่มให้เป็นสามพันล้านบาทนั้นเรายังเพิ่มไม่ได้ ดังนั้น ประเด็นที่คุณปานศุขบอกนั้นคือ เรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้านั่นเอง เพราะคุณภาพก่อให้เกิดปริมาณ ซึ่งการจะเพิ่มให้เยอะต้องเพิ่มที่คุณภาพ แต่ในเรื่องของการที่จะพัฒนาคุณภาพนั้น ปัญหาก็คือเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับงานวิจัยที่ออกมาในเชิงทฤษฎี ไม่ใช่ในเชิงปฏิบัติที่สามารถจะบอกข้อเท็จจริงออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นได้เลย ดังนั้น สิ่งที่เป็นที่พึ่งให้ได้ก็คือ ทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานราชการ ที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่ในเรื่องของการวิจัยแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติ ที่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเกษตรกรเองกว่าครึ่งหนึ่งมีความคิดที่ฝังหัวมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในเรื่องของการใส่ปุ๋ย ใส่ยา ที่ไม่ถูกต้องทั้งปริมาณและวิธี เพราะมีความคิดว่าถ้าใส่มากต้นไม้ก็จะออกมาดีออกมาสวยเอง ซึ่งเป็นการเชื่อแบบหลงทาง
วิธีที่ดีที่สุดที่คุณปานศุขบอกนั้นคือ การพัฒนากล้วยไม้ตั้งแต่ต้นเล็กๆ ออกมาเลย แล้วค่อยเริ่มปลูก ส่วนในเรื่องของโรคและแมลงนั้นต้องมีความเข้าใจ ไม่ใช่ว่านึกอะไรเป็นต้องฉีดต้องทำลาย ซึ่งปุ๋ยยา ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้หมด ปัญหาของเจ้าของสวนในบางครั้งนั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้อธิบายให้คนงานได้เข้าใจ ว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องฉีด และควรจะฉีดตรงจุดไหนบ้าง เพราะโรคบางอย่างเป็นใต้ใบ แต่คนงานไม่รู้ก็ไปฉีดบนใบ มันก็เสียเปล่าทั้งเวลาและยา ทั้งนี้นั้นเจ้าของสวนต้องตัดประเด็นบางอย่างที่กลัวว่าถ้าบอกอะไรไปให้คนงานรู้ อย่างแรกก็กลัวคนงานจะเถียง หรือไม่ก็กลัวจะนำเอาความรู้ที่ได้ไปเปิดสวนใหม่ซะเอง เพราะถ้าตัดปัญหาตรงจุดนี้ออกไปผลกระทบต่างๆ ก็จะเกิดได้น้อย โอกาสที่จะสูญเสียในเรื่องต่างๆ ก็จะได้ไม่เกิดตามมามากมาย ส่วนที่เหลือในเรื่องของสภาพแวดล้อมต่างๆ ของบ้านเรานั้นดีอยู่แล้ว เอื้อต่อการปลูกไม้ได้เกือบจะทุกประเภท นี่คือสิ่งที่คุณปานศุขกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้น่าคิดทีเดียว
สำหรับท่านสุดท้ายอย่าง คุณสุวิทชัย แสงเทียน ประธานชมรมเครือข่ายวิสาหกิจกล้วยไม้คุณภาพนั้น คงต้องรอฉบับหน้า พร้อมๆ กับการตอบปัญหา ข้อสงสัย และข้อเสนอแนะ จากผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา ที่ได้ถกถามปัญหาร่วมกันกับวิทยากรทั้งหมด อย่าลืมพบกันอีกครั้งกับตอนสุดท้าย สำหรับผู้มีกล้วยไม้ในหัวใจทุกท่าน…
หน้า 104
วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 411
เทคโนสัมมนา
สาธิณี จองเดิน ภราดร เทพพานิช
สัมมนากล้วยไม้ 10,000 ล้าน (ตอนจบ) กล้วยไม้เป็นเส้นทางรวยของคนจน และเป็นเส้นทางจนของคนรวย
ต่อจากตอนที่แล้ว ในหัวข้อ “ผลิตอย่างไร ให้ได้กล้วยไม้ที่ตลาดต้องการ” อย่างที่ได้บอกไว้ว่าตอนนี้จะถึงคิววิทยากรอย่าง คุณสุวิทชัย แสงเทียน ประธานชมรมเครือข่ายวิสาหกิจกล้วยไม้คุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของธนาคารกรุงเทพอีกด้วย
คุณสุวิทชัยเองได้บอกว่า ในวงการกล้วยไม้นั้นทุกคนสามารถที่จะร่วมกันพัฒนาได้ไม่จำกัด ว่าต้องเป็นกลุ่มกล้วยไม้หน้าเดิมๆ เก่าๆ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจหรืออาจเรียกว่าหน้าใหม่ของวงการกล้วยไม้ก็มีสิทธิ์ ที่ต้องร่วมกันเช่นนี้นั้นก็เพราะว่ากล้วยไม้มีรายละเอียดและมีการลงทุนที่สูง จะหวังผลนั้นคงต้องใช้เวลาอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นพืชที่มีรากอากาศ และโตช้า โดยเฉพาะการเริ่มทำกล้วยไม้นั้น คุณสุวิทชัยบอกว่า ต้องมีความสนใจเป็นทุนอยู่ก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มเรียนรู้ โดยเรียนรู้จากผู้รู้นั่นเอง แต่จะรอให้ความรู้เข้ามาหานั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หรือเรื่องบังเอิญที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งในบางครั้งอาจจะต้องมีการแสวงหากันบ้าง ไม่ว่าจะไปเยี่ยมชมถึงที่ถึงตัวของเจ้าของสวนเองเลย ไปดูในหลายๆ ที่ เพราะสิ่งที่ได้ มันคือประสบการณ์จริง
นอกจากนี้ ในส่วนของหนังสือ ตำราก็ช่วยได้ นำมาลองอ่าน ลองศึกษา แต่เนื่องจากว่าหนังสือหรือตำราของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของกล้วยไม้นั้น ยังไม่ค่อยมีผู้เขียนกันมากนัก ที่เด่นๆ ก็จะมีท่านอาจารย์ระพี สาคริก ซึ่งก็นับได้ว่ายังมีผู้เขียนน้อยรายอยู่ ตำราส่วนใหญ่ก็ใช้กันมานานแล้ว บางตำราอาจจะใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งในบางครั้งนั้นความรู้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามกระแสบ้าง แต่คุณสุวิทชัยยังคงแนะนำว่าให้เรียนกับผู้รู้จะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะสำหรับตัวคุณสุวิทชัยนั้นก็เริ่มต้นจากการเรียนจากผู้รู้เช่นกัน
เมื่อย้อนกลับไป สมัยอายุ 13 ปี ของคุณสุวิทชัยนั้น เงินค่าขนมที่ได้มา ไม่ได้ถูกนำไปใช้จ่ายเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่กลับนำเงินที่ได้มาไปซื้อความสุข ซึ่งความสุขที่ว่านั้นก็คือ หนังสือ นั่นเอง หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกล้วยไม้
อย่างที่บอกว่า การเรียนต้องเรียนจากผู้รู้ ซึ่งคุณสุวิทชัยก็ปฏิบัติเช่นนั้น จริงๆ คือไปกดออด กดกริ่ง ตามบ้านที่ปลูกกล้วยไม้เองเลย เมื่อนับรวมระยะเวลาที่คุณสุวิทชัยอยู่กับกล้วยไม้มา นับว่านานทีเดียว ซึ่งจากประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมานั้น ทำให้คุณสุวิทชัยบอกไว้เลยว่า อย่าใจร้อน เรียนรู้ก่อนลงทุน ปลูกไปสักระยะหนึ่งก่อนว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ต้องมีความอดทนทำต่อไปได้ไม่เลิก ก็จะสำเร็จ เปรียบเทียบก็เหมือนกันกับบางคนที่ไม่ได้รักในงานใดสักงานหนึ่ง เพียงแค่คิดว่าตัวเองมีทุนก็สามารถที่จะทำได้ หวังเพียงกำไร แต่เมื่อในความเป็นจริงแล้วใจมันไม่ได้ชอบ และเมื่อเป็นเส้นทางของกล้วยไม้ด้วยแล้ว มันต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ออกมาเป็นผลตอบแทน ทำให้หลายๆ คนเกิดอาการท้อ แล้วก็ออกจากวงการไปเลย มีคำกล่าวของผู้รู้ท่านหนึ่งที่คุณสุวิทชัยบอกว่าจำได้ดี ก็คือ กล้วยไม้เป็นเส้นทางรวยของคนจน และก็เป็นเส้นทางจนของคนรวย ดูท่าว่าประโยคทิ้งท้ายของคำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริง
และนอกจากนี้ ที่ขาดไม่ได้ก็คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวิทยากรบางท่านที่ได้ฝากไว้ให้กับแฟนๆ กล้วยไม้
คุณมานะ ที่ฝากบอกมาว่า คนทำกล้วยไม้ต้องหาตลาดรองรับอยู่ตลอดเวลา ที่เป็นเช่นนี้นั้นเพราะการประกอบอาชีพกล้วยไม้ต้องมีพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ ซึ่งบางพันธุ์ก็ได้รับความนิยมแตกต่างกัน จึงจำเป็นที่ต้องหาตลาดมารองรับให้ได้ ตลาดที่รองรับใหญ่จริงๆ อยู่ในประเทศไทย แม้จะขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่ก็นับว่าเป็นไม้มีชื่อ ไม้ส่วนนี้จะเป็นตัวช่วย ไม่จำเป็นต้องทิ้ง เพราะคนก็ยังซื้ออยู่ สำหรับกล้วยไม้สีขาวในท้องตลาดนั้น ถ้าค่อนข้างขาวจริงจะขายเป็นนัมเบอร์พิเศษ ไม่ผูกพันกับราคาขึ้นลงใดๆ เลย จัดว่าเป็นไม้ประกันราคา แม้ตอนนี้ได้จดทะเบียนไว้แล้ว แต่คุณมานะบอกการตัดหลายหมื่นช่อนั้น ต้องเป็นไปตามกลไกราคาทางการตลาด เพราะไม้ประกันราคาจะอยู่ที่จำนวนหนึ่งแล้วแต่ตลาดไหน อย่างทางญี่ปุ่นให้ตั้งชื่อเป็น พีมาไวท์ มีประกันไว้ 2 ราคา คือ ที่ 10 บาท 9 บาท และ 7 บาท ส่วนอีกราคา ก็เป็น 8 บาท 7 บาท และ 5 บาท อีก 2 ปี พวก 10 บาท 9 บาท และ 7 บาท จะลงมาเป็น 8 บาท 7 บาท และ 5 บาท ในทางกลับกันถ้ามีพันธุ์ใหม่มา ราคาก็จะเป็น 10 บาท 9 บาท และ 7 บาท
คุณเย็ณ บอกว่า กล้วยไม้ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่ผสมพันธุ์เลือดชิดแล้วจะเกิดโรคเอ๋อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง กล้วยไม้ก็จะตายตั้งแต่ครั้งแรกเลย ซึ่งผลที่ได้ของกล้วยไม้จะให้สายพันธุ์ที่ออกมานิ่ง (ผสมพันธุ์กลับไปกลับมา) การผสมพันธุ์ซ้ำไม่ได้ทำให้กล้วยไม้อ่อนแอเลย อีกทั้งมันยังคุมฟอร์มได้ดีอีกด้วย ในบางครั้งอาจจะได้พันธุ์ใหม่ๆ เพื่อทำเป็นไม้เศรษฐกิจ ก็นำไปเข้าแล็บ เพื่อพัฒนาต่อไป ในบางครั้งก็มีคนเริ่มทำขายตั้งแต่ต้นเล็กๆ แต่สำหรับคุณเย็ณบอกว่า “สำหรับผมไม่ได้ขาย เพราะมันยังเป็นไม้ใหม่อยู่”
นับว่าเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แต่สาระที่แฝงอยู่ข้างในนั้นกลับไม่น้อยเลยทีเดียวที่วิทยากรแต่ละท่านนำมาเสนอให้ได้รู้กัน สำหรับอนาคตของกล้วยไม้จะเป็นอย่างไรนั้น ผู้ที่จะตอบคำถามได้ดีอาจจะเป็นคุณผู้อ่านเองก็ได้
หน้า 76
Orchid cultivation brings wealth for farmers กุมภาพันธ์ 18, 2007
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Asia, News.add a comment
| 14:05′ 18/02/2007 (GMT+7) | ||
|
VietNamNet Bridge – With some 755 orchid species, suitable climate and materials for cultivation, Vietnam is likely to become a major orchid producer in the region, according to floral experts of the Ha Noi Agricultural College No. 1.
At present, only a small number of large companies, including foreign-invested ones, cultivate orchids in the Central Highlands city of Da Lat, HCM City and the Mekong Delta province of Dong Nai, with growing area of about 50-60 hectares each. In some other localities, orchids are cultivated at a household scale, with cultivation areas ranging from some hundreds square metres to some thousands square metres, except a dozen households who own one or two hectares. The Viet Nam Institute of Agricultural Genetics and Biotechnology has gained initial success in producing orchid hybrids by a tissue implanting method, thanks to means transferred from Thailand. Some localities such as the mountainous district of Sa Pa in northern Lao Cai Province and the central Phu Yen Province have taken initial steps in surveying and researching orchid cultivation methods and working out orchid production processes. According to Nguyen Thi Diem, Director of the Centre for Technological Application and Transfer under the Phu Yen’s Department for Science and Technology, her department is actively carrying out a project on collecting and building an orchid garden in an area of some 5,000 square metres in Hoa Quang Commune, Phu Hoa District. Project officers have so far collected nearly 50 orchid varieties and have also imported more than 100 others from abroad. Having many valuable and rare varieties in the same locality, this pilot orchid garden would not only be a tourist destination, but also move towards supplying orchids for the market through tissue implanting and cultivation. The Centre for plant breeds and cultivational technology in Phu Yen Province has also gained initial success in implanting orchid tissues, growing about 300,000-500,000 young orchids of common species such as Phalarnopsis Manii Reichb. F. and Oncidium. In order to meet local demand and to export orchids to the world market, the floral industry in Vietnam has to pay close attention to such issues as breed creation, production technology, cultivation, post-harvest technology, packing, quarantine regulations and investment in infrastructure expansion. According to experts, orchid cultivation will bring about considerable incomes for farmers. Statistics by the Ministry of Agriculture and Rural Development show that farmers could earn up between VND500mil to 1bil (US$31,250 to 62,500) for each hectare of farmland if they cultivate orchid species of Dendrobium or Mokara. It is more profitable than growing rice or other plants. Vietnam, at present, spends billions of VND to import orchids from neighbouring countries to meet its people’s demand. HCM City alone in 2003 earned a revenue of some VND200-300bil from orchid and ornamental plant trading. The figure increased to VND400bil in the first quarter of 2006, while orchid and ornamental plant trading households rose to 1,000 from 264 in 2003. (Source: VNA) |
Homegrown: Woman babied her orchids during move from St. Louis into a home perfect for them กุมภาพันธ์ 17, 2007
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Americas, News.add a comment
(David Bare Photo)
If you were trying to replicate a greenhouse in your home, you could hardly do better than Shirley Lindsay has done.. Lindsay and her husband, Tony, moved to the Greenbrier Farm subdivision off Yadkinville Road in 2001, leaving St. Louis so that Tony could take a job in Winston-Salem. Lindsay was well on her way to developing what she calls “an addiction” before they ever left St. Louis.
The addiction is plants, orchids in particular. She had the movers carefully crate up and truck her potted citrus trees, but the orchids were not getting out of her sight. As a result, Tony made the trip straddling one plant with his feet and holding another in his lap.
The move would prove to be a good one for both plants and gardener, because their new home came to be Lindsay’s sunroom. Located on a second floor and jutting out from the rest of the house, the sunroom is flooded with natural southern light, making even this February day bright and inviting.
I made Lindsay’s acquaintance at the Triad Orchid Society show in Greensboro, and she invited me over, saying that just about everything was in bloom. “Just about everything” is about 50 orchids that have spread from étagères to the floor and across the kitchen counter and into the adjoining living room. There was another in the upstairs bathroom.
Conditions were bright enough that Lindsay could move plants inward away from the windows and enjoy them throughout the room. Saucers protected the carpets and the furniture from moisture. Venetian blinds helped to keep the light from being overpowering.
Lindsay said that she first became interested in plants while living in Santa Cruz, Calif., where a Cymbidium orchid and a poinsettia tree thrived in a yard across the way. Everything would grow there, she said.
She continues her love affair with poinsettias and the color red. Here, the week of Valentine’s Day, big poinsettias were still going strong. She said she keeps them out in the yard in summer and under the protective canopy of her overhanging deck. They usually just begin to take on some color when the cold weather gets them, she says, so she has to start new every year.
Lindsay also grows citrus in her sunroom and in a sunny area of the basement. The large potted plants are on stands with casters. They can easily be wheeled outside to take advantage of the summer warmth and light. Lindsay says she makes lemon meringue pies from her lemon harvest and that sometimes the crop is so abundant that she will freeze the juice to use in future pies. In addition to the Meyer lemon, she also has a variegated lemon that has pink flesh and green-and-white fruit. She also has a lime tree that is 19 years old.
Orchids are Lindsay’s true love, though. Immediately upon walking into the room, you are taken with their exotic color and sculptural forms. Dominant among them is the Nuns orchid or Phaius that occupies the corner. Towering spikes of flowers with rosy pink petals and a crushed raspberry colored lip decorate a plant about 4 feet tall. Each flower spike carries well over 12 blossoms, and there were seven spikes. She said that the Phaius blooms twice a year for her.
A white Cattleya orchid called Elizabeth Carlson was just beginning to fade. Its blowsy flowers were complemented by an impatiens that had seeded into it while it summered on the front porch.
Lindsay had many Phalaenopsis, the moth orchid that has become so popular that varieties can be found at grocery stores and hardware chains. Lindsay’s were much finer than these, and their colors varied from creamy greenish yellow, through netted pinks and deep burgundy-stained whites. Lindsay says she has begun to tire of the Phalaenopsis, though, and is in search of the more unusual and challenging.
One such specimen was a little plant called a Trigonidium with a small triangular flower with golden, reflexed petals. Down in its throat, two small dots of blue peered out like a pair of eyes.
Other unusual varieties wait their turn to bloom.
There was a Zygopetalum with brown-barred green petals and a purple lip that would spill its fragrance of lilacs in the spring.
There was a Brassavola whose creamy green flowers were still to come. The large flowers will be fragrant at night and have a deeply fringed lip. Three flowers were beginning to form.
Lindsay likes to use clay pots for her orchids. She feels she can better monitor them and that the roots can breathe better than in plastic. Most of her collection comes from Seagrove orchids, and Lindsay uses a mix that Seagrove came up with that includes fine bark, large fiber perlite, charcoal and expanded natural slate. She usually repots the Phalenopsis every two years, and others according to when growth indicates the need.
Lindsay prefers to soak her pots in a basin when it is time for watering, usually once a week.
She uses filtered water from the grocery store, being concerned about dissolved salts and other impurities found in tap water.
After she has soaked the pots thoroughly, she removes them and applies a dilute fertilizer solution until it washes through. The plants are misted once a day to increase humidity and an overhead fan helps with air circulation, all very much like a greenhouse.
An important part of their culture is the annual trip outside to summer in the warm weather.
Lindsay keeps her plants outdoors until temperatures get into the 40s, assuring the difference in day and night temperature that is so crucial to getting Phalaenopsis orchids to rebloom.
All this hard work has its beautiful reward in the end, a winter full of varied and beautiful flowers, like a breeze from the tropics just a few steps from the kitchen sink.
source: Homegrown: Woman babied her orchids during move from St. Louis …
Winston-Salem Journal (subscription) – Winston-Salem,NC,USA
Large, rare tiger orchid blooms at Garfield Park กุมภาพันธ์ 17, 2007
Posted by *Teammate.BIGBANG* in Americas, News.add a comment
Indianapolis Star – Indianapolis,IN,USA