jump to navigation

ผู้ชาย ชื่อน้อย … ชีวิตที่แต่งแต้มด้วยสีสันแห่งกล้วยไม้ ตุลาคม 15, 2006

Posted by *Teammate.BIGBANG* in Asia, News.
trackback

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 19 ฉบับที่ 393

ไม้ดอก ไม้ประดับ

ไชย ส่องอาชีพ

เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เด็กหนุ่มจากจังหวัดหนองคาย ผู้ถูกเรียกขานว่า น้อย หรือ คุณนิรันดร์ชัย เกษบึงกาฬ ตัดสินใจเดินทางเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ปวช.ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมอุดรธานี เพื่อก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพการเกษตรเต็มตัว วันล่วงเวลาผ่าน วันนี้เขาได้กลายเป็นเกษตรกรเจ้าของสวนกล้วยไม้ 60 ไร่ ในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสงคราม โทร. (081) 790-1924 ,(02) 4290-1102 หนึ่งในผู้ผลิตคุณภาพที่ส่งออกดอกกล้วยไม้ออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ด้วยพื้นฐานครอบครัวนั้นมาจากเกษตรกร พ่อ แม่ พลิกดินปลูกข้าว ปลูกสวนสร้างป่าธรรมชาติ แต่ละปีมีข้าวจากนา มีพืชผล ไข่มดแดง เห็ดนานาชนิด พืชผักพื้นบ้านอันหลากหลายจากป่าที่พ่อปลูก มาหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัวเล็กๆ แห่งนี้

ด้วยสายตาที่เฝ้ามองเมื่อยามเด็ก เห็นพ่อปลูกข้าว เห็นพ่อนำกล้าไม้ป่าที่ขอมาจากศูนย์ขยายพันธุ์ไม้ของทางการ มาลงปลูกบนผืนดินแห้ง 40 ไร่ ในครอบครอง รดน้ำพรวนดิน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ปกป้องต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก ปล่อยให้ป่าต้นไม้แตกกอแบ่งต้นเป็นป่าตามธรรมชาติ

เวลาผ่านไป จิก เสลา และไม้ป่าอีกนานาชนิด เติบใหญ่ จากผืนดินว่างเปล่า กลายเป็นป่าเล็กๆ ที่ให้ทั้งได้กิน ได้ขาย นอกเหนือของป่ายังมีกิ่งก้านจากต้นไม้ที่ปลูกให้เก็บมาเผาถ่าน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว ทุกอย่างที่ผู้เป็นพ่อและแม่ได้สอนให้เขารู้จักเกี่ยวกับการปลูกพืช กลายเป็นฐานสำคัญทำให้เขามุมานะกับการศึกษา จนจบในระดับปริญญาตรี จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตบางพระ สาขาโรคพืช

ก้าวแรกของชีวิตเริ่มต้นด้วยการเปิดบริษัท รับจัดสวนของตนเอง โดยตั้งฐานรองรับงานอยู่ถนนสายบางนา-ตราด วิ่งหางานหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนสายศรีนครินทร์

“สมัยที่เรียนที่บางพระ พอเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเป็นลูกมือช่วยอาจารย์ออกจัดสวนตามที่มีคนจ้าง ทำให้เราได้ฝึกปรือฝีมือ ได้เรียนรู้ได้มีประสบการณ์” อดีตสมัยเรียนย้อนกลับมาอย่างแจ่มชัด

ผลที่ตามมาคือความชำนาญในสาขาอาชีพ เสริมสร้างความแข็งแกร่งในฝีมือของนักจัดสวน

หลายปีที่อยู่กับการจัดสร้างสวน ทำด้วยฝีมือบวกกับคุณภาพเป็นที่ตั้ง จึงทำให้เขามีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถออมเงินไว้ได้ก้อนหนึ่ง

“พอดีไปเที่ยวปากช่อง ไปเห็นที่ดินผืนหนึ่งสวยมาก ผมชอบเลยเอาเงินที่เก็บไว้มาซื้อ ได้ที่ดินมา 37 ไร่ “

ที่ดิน 37 ไร่ ได้กลายมาเป็นฐานในอาชีพของเขา เมื่อตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

“ผมป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ วันๆ ต้องทำงานหนัก ร่างกายสู้ไม่ไหว เลยต้องเลิกรับจัดสวน “

น้อยและภรรยาพร้อมลูกสาว เดินทางมาปักหลักที่อำเภอปากช่อง พร้อมกับลงมือพลิกฟื้นที่ดิน

“แต่ก่อนเป็นป่ามะม่วง พันธุ์เขียวเสวยทั้งนั้นเลย แต่ไม่ได้ผลผลิต ผมเลยโค่นต้นมะม่วงทิ้งทั้งหมด”

ทำไม ต้องโค่นมะม่วงเขียวเสวยละ…คำถามถูกยิงออกไป

“เขียวเสวย เป็นมะม่วงพันธุ์หนัก หนาวไม่พอ เย็นไม่พอ หรือในสภาพความชื้นไม่พอ น้ำไม่มีรดให้ จะไม่ให้ผลผลิต ปลูกไปก็ไม่คุ้มค่า ผมมองพืชตัวอื่นๆ ที่ทำรายได้ให้ดีกว่าแทน”

สิ่งที่เขาเลือกคือ น้อยหน่า ก่อนปรับมาเป็นขนุน และในปัจจุบันได้กลายเป็น ลิ้นจี่ และลำไย ในปัจจุบัน

พื้นที่ 37 ไร่ จึงถูกแบ่งแถวจัดแนว ขุดหลุมปลูก ต้นกล้าค่อยๆ ถูกวางลงดินกลบ ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ รอวันเก็บเกี่ยวผลผลิต หมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ระหว่างรอเก็บผลผลิต เขาได้นำพืชเสริมรายได้เข้ามาปลูก ดาวเรือง ยังเป็นพืชเสริมรายได้ที่เขาจดจำอย่างแม่นยำด้วยมีประสบการณ์ทั้งสองด้าน

“ผมเป็นคนเอาดาวเรืองตัดดอกเข้ามาปลูกเป็นคนแรกในเขตนี้ พอดีว่าเอาเข้ามาปลูกในช่วงหน้าหนาว ได้ผลผลิตดีมาก ดาวเรืองขนาดจัมโบ้ สามารถขายได้ถึงดอกละ 1 บาท จากพื้นที่ปลูก 3 ไร่ ได้กำไรมา 400,000- 500,000 บาท พอได้เข้าก็อยากได้อีก เลยเอาไปปลูกช่วงหน้าฝน ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 3 ไร่ กะฟันกำไรอีก แต่เหมือนธรรมชาติสั่งสอน โรคราสนิทเข้าทำลายทั้งแปลง ผลผลิตขายไม่ได้ราคา ขาดทุนเลยงานนี้ นี่ขนาดผมเรียนโรคพืชมาด้วยนะ”

แต่เมื่อเลือกเป็นเกษตรกร การต่อสู้คือ อาวุธ…

“พืชหลายชนิดตอนเริ่มต้นดูเหมือนว่า อนาคตดีนะ แต่พอปลูกไปสักพัก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อย่างขนุน ตอนผมเริ่มปลูกใหม่ๆ ราคาดีมาก แต่พอมีคนสนใจมากปลูกกันมากขึ้น ของออกสู่ตลาดมากขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามกลไกการตลาด ของมากราคาตก สุดท้ายเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท เอง ต้องโค่นต้นทิ้งอีก”

จากมุมมองในสิ่งที่ชายผู้นี้เล่าให้ฟัง จังหวะ โอกาส เป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำให้ก้าวไปสู่เส้นชัยของการปลูกพืชแต่ละชนิดหนึ่งไม่

ประสบการณ์หนึ่งที่ได้มาคือ ปลูกในสิ่งที่คนอื่นไม่ปลูก ย่อมนำมาซึ่งรายได้

“มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ทำได้และทำให้ฟื้นตัวได้เลย คือการปลูกเผือกและแตงกวา อย่างแตงกวานี่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำเงินให้ได้ดี และอาจมาจากที่ปลูกในช่วงที่สภาพเหมาะสมด้วย เพราะในช่วงที่คนอื่นทำนากัน แต่น้อยกลับเลือกปลูกแตงกวา ซึ่งราคาในหน้าฝนนั้นก็ดี อยู่ที่กิโลกรัมละ 3-4 บาท วันหนึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้หลายตัน แต่พอถึงหน้าหนาว จะมีผลผลิตแตงกวาและผักต่างๆ ลงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเกษตรกรจะหันมาปลูกมาก ทำให้มาดัมพ์ราคาในเขตเรา ทำให้ขายไม่ได้ราคา”

ฟันฝ่ากับชีวิตการเป็นเกษตรกรล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา ได้บ้างขาดทุนบ้างสลับกันไป เป็นอีกบันทึกหน้าหนึ่งของผู้ชายคนนี้

แต่จุดที่ทำให้ชีวิตผันเปลี่ยนอีกครั้ง จนกลายมาเป็นเจ้าของสวนกล้วยไม้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน น้อยตัดสินใจสมัครเข้าทำงานในบริษัทเรียลเอสเตสแห่งหนึ่งที่อำเภอปากช่อง ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสวน ดูแลงานเกษตรและภูมิทัศน์ทั้งหมด

“วันหนึ่งเจ้านายไปรู้จักกับบริษัทที่รับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้และสนใจอยากปลูกกล้วยไม้ตัดดอก จึงทำให้ผมเข้าไปดูแล ตอนนั้นก็วิ่งหาข้อมูลหาข้อแนะนำเกี่ยวกับการปลูกกล้วยไม้ จนเปิดฟาร์มกล้วยไม้ขึ้นได้ โดยเน้นในส่วนของกล้วยไม้ตัดดอก”

จากความรับผิดชอบที่ได้รับนั้นเอง จึงทำให้เขาเริ่มผูกพันกับการปลูกกล้วยไม้

จนวันหนึ่ง เขาจึงลาออกจากบริษัท นำเงินที่เกิดจากการเก็บออมก้อนสุดท้ายมาลงทุนกับเพื่อน ๆ เปิดสวนกล้วยไม้ขึ้นที่จังหวัดนครปฐมและกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยสวนที่จังหวัดนครปฐม ขณะนี้ได้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสายพันธุ์เอียสกุล ซึ่งให้ดอกสีแดงและพันธุ์มิสทีนซึ่งให้ดอกสีชมพู ในพื้นที่ 40 ไร่ ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกล้วยไม้ได้ประมาณ 16,000 ต้น

ขณะที่สวนที่อำเภอกระทุ่มแบน มีพื้นที่ 20 ไร่ เน้นการปลูกกล้วยไม้ประเภทแขวน อย่าง แคทลียา แวนด้า เอสโตรเซนด้า

ภายในสวนทั้งสองแห่ง ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ โดยเฉพาะการให้น้ำ ใส่ปุ๋ย จึงทำให้สามารถลดจำนวนคนงานภายในสวนลงได้เป็นอย่างมาก

“เราจะใช้วิธีการเขียนแผนงานให้กับผู้ดูแลเลยว่า ในแต่ละสวนแต่ละวันแต่ละเดือนต้องใส่ปุ๋ยฉีดยาในช่วงไหน บำรุงต้น บำรุงดอก และการจัดอื่นๆ อย่างไร ขอเพียงให้เขาทำตามที่เราสั่งก็พอ”

สำหรับกล้วยไม้ตัดดอกที่เป็นผลผลิตของทางสวนนั้น ในส่วนของการตลาดที่รองรับ น้อยเล่าว่า ผลผลิตทั้งหมดจะให้กับบริษัทผู้ส่งออกกล้วยไม้ โดยแต่ละวันนั้นจะสามารถตัดดอกกล้วยไม้ได้ประมาณ 4,000 ช่อ ราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับภาวะราคาของตลาด

โดยในเวลา 1 ปี กล้วยไม้จะมีช่วงที่ราคาขึ้นสูงสุดอยู่ประมาณ 4 เดือน

“หน้าหนาวกล้วยไม้จะราคาดีมาก อย่างเกรดต่ำก้านสั้นที่สุดก็ตกที่ช่อละ 5 บาท เหตุที่ราคาดีเพราะอากาศหนาวทำให้กล้วยไม้ออกดอกน้อย ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะเป็นช่วงที่มีความต้องการสูง เพราะอยู่ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง จึงต้องการกล้วยไม้ไปใช้ในการประดับตกแต่งสถานที่มาก “น้อยกล่าวและว่า” ตลาดสำคัญที่กล้วยไม้จากสวนของเขาส่งไป ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และจีน

“ตอนนี้จีนเป็นตลาดรองรับที่ใหญ่มาก และต้องการกล้วยไม้ในเกรดที่ไม่สูงมากนัก”

ซึ่งแน่นอนว่า กล้วยไม้ที่มีสีแดง จะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศนี้

แม้ในช่วงหน้าหนาวราคาจำหน่ายจะดี แต่ชาวสวนกล้วยไม้ก็ไม่สามารถส่งดอกกล้วยไม้ได้มากเท่ากับปริมาณความต้องการ เพราะการออกดอกน้อย อย่างที่สวนของน้อย ต้องใช้เลื่อนระยะการตัดดอกออกไป โดยเปลี่ยนมาตัดดอกวันเว้นวัน

“ตัดได้แต่ละครั้งสัก 1,500 ช่อ ถือว่าเก่งมากแล้ว น้อยยิ้ม”

เมื่อถามถึงวิธีการติดต่อกับบริษัทผู้ส่งออกกล้วยไม้อย่างไร เขามีคำตอบว่า เมื่อมีคำสั่งซื้อดอกกล้วยไม้เข้ามาจากต่างประเทศ ทางบริษัทผู้ส่งออก หากมีอยู่ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะติดต่อขอข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ หรือไม่ก็หาข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออกแล้ว ติดต่อผ่านไปที่เกษตรกรผู้ปลูกอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อให้สามารถสื่อสารกับวงการได้

“พอเราได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ส่งออกคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้คุณภาพตามที่บริษัทต้องการ เมื่อถึงกำหนดวันนัดหมายการเข้ามารับ เจ้าของสวนทำเพียงตัดกล้วยไม้มาจากแปลงปลูก แล้วคัดแยกออกเป็นไซซ์ที่กำหนด เช่น ไซซ์แอล ซึ่งเป็นช่อกล้วยไม้ที่ดีที่สุด โดยจะวัดกันที่ความยาวช่อดอก ต้องมีความยาวตั้งแต่ 45-50 เซนติเมตร รองลงมาคือ มีเดียม ที่มีช่อดอกยาวประมาณ 45 เซนติเมตร และช็อร์ต ช่อดอกมีความยาวที่ 40-45 เซนติเมตร และต่ำสุดเป็น ซุปเปอร์ช็อร์ต ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร”

“หลังจากคัดแยกเกรดและแบ่งออกเป็นกองๆ ไว้แล้ว คือหมดหน้าของชาวสวน สิ่งที่ต้องทำต่อไป ทางบริษัทผู้ส่งออกจะเข้ามาดำเนินการเองจนกระทั่งขนส่งไปถึงสนามบิน”

และสิ่งหนึ่งที่เขาที่ได้จากมุมมองของชายผู้นี้คือ ทำไม เกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้บางรายต้องเลิกกิจการไป อันเนื่องมาจากการขาดทุน โดยสิ่งที่เขาบอก

“ถ้าการประกอบอาชีพทำสวนกล้วยไม้และเดินในแนวทางของกล้วยไม้ส่วนมากไม่มีจน นอกจากว่าคุณเอาเงินจากกล้วยไม้ไปเอาอย่างอื่นหรือเปล่า”

ดังนั้น หากมุ่งมั่นและเลือกเดินด้วยความตั้งใจ อาชีพการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีแก่เกษตรกรผู้ปลูก

หากต้องการปลูกในวันนี้ การลงทุนเกี่ยวกับการทำสวนกล้วยไม้เป็นอย่างไร คำตอบที่ได้รับ…

“จะทำสวนกล้วยไม้เอาแบบให้คืนทุนเร็ว ต้องมีพื้นที่ 5 ไร่ ขึ้นไป จะสามารถเลี้ยงชีพได้ การลงทุนหมดทุกอย่างไม่คิดค่าเช่าที่ดิน ตกอยู่ที่ 400,000 บาท ต่อไร่ พื้นที่ 5 ไร่ ก็ต้องลงทุนประมาณ 2 ล้าน สำหรับผลผลิตตอบแทนออกมาสำหรับไม้ตัดดอกต่อเดือน กำไรไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ซึ่งคิดจากตัวเลขดังกล่าวนี้ 2 ปีครึ่ง จะคืนทุนแล้ว และอีก 2 ปีครึ่ง กำไรอย่างเดียว นอกจากจะเอาเงินไปทำอย่างอื่น สามารถอยู่ได้อย่างแน่นอน” แจ่มจัดในคำตอบพร้อมๆ กับคำแนะนำถึงผู้ที่สนใจอยากก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ว่า…

“คุณสมบัติของผู้เข้ามาสู่วงการ อันดับแรก ต้องมีความขยัน ความรับผิดชอบ เหมือนกับทุกสายงาน เรื่องความรู้ความสามารถเรียนได้ แต่ต้องเอาเรื่องความรับผิดชอบมาก่อน เสร็จแล้วเรื่องความรู้ เรื่องข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นเราสามารถหาได้ มาปฏิบัติหรือถามผู้รู้ได้”

อีกสิ่งหนึ่ง ที่น้อยได้ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ภาพรวมของการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย

“บอกได้เลยว่าประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งในการส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกมาอย่างยาวนาน แต่ในเรื่องของปริมาณการผลิตนะ เรามีปริมาณดอกกล้วยไม้ที่ผลิตในแต่ละปีนั้นมากที่สุด แต่ในเรื่องของการเพิ่มมูลค่ากล้วยไม้เรายังแพ้ประเทศสิงคโปร์ แพ้ประเทศมาเลเซีย แพ้เกาะไต้หวัน และที่กำลังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอีกประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม เพราะเขามีประชากรมากกว่าเรา ค่าแรงถูกกว่าและทรัพยากรเขามากกว่าเรา อีกทั้งบริษัทที่เข้าไปลงทุนมาจากประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ซึ่งเรื่องความรู้เทคโนโลยีต่างๆ เกี่ยวกับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้นั้นมีพอๆ กับประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นข้อกังวล ไม่เพียงเฉพาะน้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ทั่วประเทศ

“การสนับสนุนของภาครัฐนั้น ยังไม่เต็มที่ ทั้งที่กล้วยไม้นั้น เป็น 1 ใน 10 ของพืชทำเงินเข้าประเทศ แต่ว่าสิ่งที่เราคนปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เองมองว่ายังไม่เห็นอนาคต คือเรื่องของการส่งออก เพราะเรายังไม่มีเครื่องบินที่เป็นเครื่องคาร์โก้ที่ไว้สำหรับส่งสินค้าเกษตรจริงๆ ที่ผ่านมาการส่งออกกล้วยไม้เราต้องอาศัยไปกับเครื่องพาณิชย์ซึ่งมีพื้นที่น้อยและค่าขนส่งก็สูง ถ้าเรามีคาร์โก้ที่ขนส่งสินค้าเกษตรได้โดยตรงเหมือนไต้หวันหรือญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน” น้อย กล่าวในที่สุด

สีสันแห่งกล้วยไม้ในสวน ยังคงแจ่มจรัสภายใต้สองมือและแรงใจ แรงกาย ของชายผู้นี้ …
หน้า 34

ที่มา ไม้ดอก ไม้ประดับ
ผู้ชาย ชื่อน้อย … ชีวิตที่แต่งแต้มด้วยสีสันแห่ง
กล้วยไม้

ความเห็น»

No comments yet — be the first.